วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561

10ระบบ

ระบบกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อ (Muscle) เป็นเนื้อเยื่อที่หดตัวได้ในร่างกาย เปลี่ยนแปลงมาจากเมโซเดิร์ม (mesoderm) ของชั้นเนื้อเยื่อในตัวอ่อน และเป็นระบบหนึ่งของร่างกายที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อโครงร่าง (skeletal muscle) กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) และกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)
กล้ามเนื้อทำหน้าที่หดตัวเพื่อให้เกิดแรงและทำให้เกิดการเคลื่อนที่ (motion) รวมถึงการเคลื่อนที่และการหดตัวของอวัยวะภายใน กล้ามเนื้อจำนวนมากหดตัวได้นอกอำนาจจิตใจ และจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น การบีบตัวของหัวใจ หรือการบีบรูด (peristalsis) ทำให้เกิดการผลักดันอาหารเข้าไปภายในทางเดินอาหาร การหดตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้อำนาจจิตใจมีประโยชน์ในการเคลื่อนที่ของร่างกาย และสามารถควบคุมการหดตัวได้ เช่นการกลอกตา หรือการหดตัวของกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ (quadriceps muscle) ที่ต้นขา
หน้าที่สำคัญของกล้ามเนื้อ
1. คงรูปร่างท่าทางของร่างกาย (Maintain Body Posture)
2. ยึดข้อต่อไว้ด้วยกัน (Stabilize Joints)
3. ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว (Provide Movement) โดยการเปลี่ยนพลังงานที่ได้จากสารอาหารมาเป็นพลังงานกล(Mechanical Energy) หรือพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
4. รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย(Maintain Body Temperature) โดยผลิตความร้อนออกมาตามที่ร่างกายต้องการ
ประเภทของกล้ามเนื้อ
1.กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle)

พบได้ที่อวัยวะภายในของร่างกาย และเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานอยู่ตลอด กล้ามเนื้อแบบนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กล้ามเนื้อนอกอำนาจจิตใจ (Involuntary Muscle) เพราะเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อชนิดนี้ได้ สมองและร่างกายขจะสั่งให้กล้ามเนื้อเรียบทำงานด้วยตัวของมันเอง เช่น ในกระเพาะ (Stomach) และระบบการย่อยอาหาร (Digestive System) กล้ามเนื้อเหล่านี้จะหดตัวแน่นขึ้นและขยายตัวออก เพื่อให้อาหารเดินทางไปตามระบบย่อยอาหารส่วนอื่นๆของร่างกายได้
2.กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle)

กล้ามเนื้อที่ประกอบขึ้นเป็นหัวใจมีชื่อเรียกว่ากล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อชนิดนี้เป็นกล้ามเนื้อนอกอำนาจจิตใจเหมือนกับกล้าม  เนื้อเรียบ ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจ (Heart Beat) อยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัว (Contract) เพื่อดันเลือดส่งออกไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และคลายตัว (Relax) เพื่อให้เลือดไหลกลับเข้ามาสู่หัวใจหลังจากที่ไหลวนไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกายแล้ว
3.กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle)

กล้ามเนื้อลายเป็นกล้ามเนื้อภายใต้อำนาจจิตใจ (Voluntary Muscle) ชนิดเดียวในร่างกาย กล้ามเนื้อลายเป็นกล้ามเนื้อที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อชนิดนี้ได้ กล้ามเนื้อลายจะห่อหุ้มโครงกระดูกของเราไว้ และทั้งสองอย่างจะทำงานร่วมกัน ทำให้ร่างกายสามารถทำงาน กล้ามเนื้อลายมีรูปร่างและขนาดที่หลากหลาย จึงทำงานได้หลากหลายรูปแบบ
การทำงานของกล้ามเนื้อ

เมื่อสมองสั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหว  กล้ามเนื้อจะเกิดการหดตัวและคลายตัว ทำงานประสานเป็นคู่ ๆ พร้อมกัน  แต่ตรงข้ามกัน ในขณะที่กล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัว  การทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะนี้ เรียกว่า  Antagonistic muscle
เมื่อกล้ามเนื้อไบเซพหรือ Flexors คลายตัว กล้ามเนื้อไตรเสพหรือ Extensors จะหดตัว ทำให้แขนเหยียดออก ส่วนเมื่อกล้ามเนื้อไบเซพหรือ Flexors หดตัว กล้ามเนื้อไตรเสพหรือ Extensors จะคลายตัว ทำให้แขนงอเข้า
การรักษาให้ระบบกล้ามเนื้อแข็งแรง
1. ออกกำลังกาย (Exercise)
การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobics Exercise) จะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีขนาดใหญ่ขึ้นนั้นเรียกว่า การออกกำลังกายแบบ แอนแอโรบิค (Anaerobics Exercise)
2. โภชนาการที่เหมาะสม (Proper Nutrition)
การรับประทานผัก ธัญพืช และผลไม้ รวมถึงการดื่มน้ำมากๆ ลดความเครียด จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้
กลไกการหดตัวของกล้ามเนื้อลาย
เส้นเยื่อไมโอไฟบริล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหดตัวของกล้ามเนื้อลาย ประกอบด้วยเส้นที่ประกอบด้วยโปรตีน (Protein filament)  2  ชนิด  คือ
1.เส้นหนาประกอบด้วยโปรตีนหรือที่เรียกว่าเส้นใยไมโอซิน (Myosin filament)
2.เส้นบางประกอบด้วยโปรตีนหรือที่เรียบว่าเส้นใยแอ็คทิน (Actin filament)
เส้นใยทั้ง  2  เส้น  ซึ่งมีจำนวนมากมายนี้  จะรวมตัวกันเป็นหน่วยเรียกว่า  ซาร์โคเมีย (Sarcomere) และเส้นใยทั้ง 2 เส้น ซึ่งมีจำนวนมากมายในแต่ละซาร์โคเมีย จะทำให้กล้ามเนื้อลายมีลักษณะเป็นลายมืดและลายสว่างสลับกันไป

เส้นใยไมโอซินตั้งอยู่ในเขตที่มืดซึ่งเรียกว่า เอแบนด์ หรือ อนิโวทรอปปิคแบนด์ (A-Band or Anisotropic Bands) อย่างไรก็ดี เส้นใยแอคทินจะยื่นเข้าไปในเขตเอแบนด์ด้วยและเมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อลายหดตัว เส้นใยแอ็คทินจะเคลื่อนตัวไปซ้อนทับเส้นใยไมโอซินในเขตเอแบนด์มากขึ้น เส้นใยแอ็คทินจะอยู่ติดกับเส้นซีไลน์ (Z-line) ซึ่งอยู่ที่ปลายซาร์โคเมียแต่ละข้าง     เนื่องจากเส้นซีไลน์ตั้งอยู่ตลอดความยาวของเส้นใยกล้ามเนื้อลาย     ฉะนั้น   ช่วงซาร์โคเมียมีเขตเอแบนด์และเขตไอแบนด์ (I-Band )  บรรจุอยู่  จึงเป็นเหตุที่ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อลายมีลักษณะปรากฏเป็นลาย
ถ้าเส้นใยกล้ามเนื้อลายถูกดึงออกจากกันแรงมากผิดปกติ ปลายของเส้นใยแอ็คทินภายในเขตเอแบนด์จะถูกดึงออกจากกัน    ซึ่งจะทำให้เขตเอชโซน  (H -zone)   ปรากฏอยู่ตรงกลางของเขตเอแบนด์
กล้ามเนื้อลายจะหดตัวเมื่อเส้นใยไมโอซินและแอ็คทินเลื่อนเข้าหากัน ในขณะที่กล้ามเนื้อลายหดตัว เนื่องจากเส้นใยแอ็คทินยึดแน่นอยู่กับเส้นซีไลน์ ดังนั้น เมื่อเส้นซีไลน์ถูกดึงเข้าหากันก็จะทำให้ช่วงไอแบนด์และช่วงซาร์โคเมียหดตัวสั้นลงตามไปด้วย
ทฤษฎีการหดตัวของกล้ามเนื้อลายนี้เรียกว่า ทฤษฎีเส้นใยเลื่อนเข้าหากัน (Sliding over the filaments theory)
ชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อลาย
ในสมัยก่อนนักกายวิภาคและสรีรวิทยาได้จำแนกเส้นใยกล้ามเนื้อลายออกเป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยกล้ามเนื้อสีแดง และเส้นใยกล้ามเนื้อสีขาว การที่เส้นใยกล้ามเนื้อลายถูกจำแนกเป็นสีแดง และสีขาว เนื่องจากการสังเกตสีที่ประกอบเป็นส่วนใหญ่ของเส้นใยกล้ามเนื้อลายในการจำแนกเส้นใยกล้ามเนื้อลายประเภทนี้ เส้นใยกล้ามเนื้อลายสีแดง ถูกพิจารณาว่าเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อลายที่หดตัวช้า (Slow twitch fiber) หรือที่เรียกย่อว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอสที (ST fiber) เส้นใยกล้ามเนื้อลายชนิดสีแดง เป็นเส้นใยกล้ามเนื้อลายที่เหมาะสมกับการทำงานระยะยาว ซึ่งมักจะพบมากในกล้ามเนื้อลายที่ช่วยในการทรงรูปร่าง และกล้ามเนื้อลายที่มีหน้าที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก ส่วนเส้นใยกล้ามเนื้อลายสีขาวถูกพิจารณาว่าเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อลายที่หดตัวเร็ว (Fast twitch fiber) หรือเรียกย่อๆ ว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอฟที (Ft fiber) เส้นใยสีขาวมักจะพบมากในกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เกี่ยวการงอ
ในปัจจุบันการจำแนกเส้นใยกล้ามเนื้อลาย จึงได้เปลี่ยนแปลงไปจากระบบเก่า ซึ่งจำแนกเส้นใยกล้ามเนื้อลายตามสีเป็นการจำแนกออกตามลักษณะการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อลาย มีการค้นพบว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายสีขาว ซึ่งเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อลายที่หดตัวเร็ว ยังสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 2 ชนิด ซึ่งเส้นใยกล้ามเนื้อสีขาวทั้ง 2 ชนิด มีความแตกต่างกันในด้านการทำงานทางแง่สรีรวิทยา
ปีเตอร์ และคณะ (Peter et al., 1972) ได้จำแนกเส้นใยกล้ามเนื้อลายตามลักษณะการทำงานให้เห็นได้ชัดเจน 3 ชนิด คือ
1. เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบหดตัวช้าและต้องใช้ออกซิเจนช่วยในการหดตัว  (Slow, Oxidative fiber) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอสโอ (SO Fiber)
2. เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบหดตัวเร็ว และต้องใช้ออกซิเจนตลอดจนกลูโคสช่วยในการหดตัว (Fast, Oxidative, Glycolytic fiber) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอฟโอจี (FOG fiber)
3. เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบหดตัวเร็ว และต้องใช้กลูโคสช่วยในการหดตัวเพียงชนิดเดียว (Fast glycolytic fiber) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอฟจี (FG fiber)
ดูโบวิทซ์และบรู๊ค (Dubowitz and Brooke, 1973) ได้เรียกเส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอสโอว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายชนิดที่ 1 (Type I) และได้เรียกเส้นใยกล้ามเนื้อลายแบบเอฟโอจีและแบบเอฟจีว่า เส้นใยกล้ามเนื้อลายชนิด 2 เอ และชนิด 2 บี (Type IIaและ Type IIb) ตามลำดับ
กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย

กล้ามเนื้อใบหน้า
กล้ามเนื้อใบหน้าเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ตื้น คือ อยู่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue) ด้านหนึ่งเกาะกับกระดูกหน้า อีกด้านหนึ่งติดกับผิวหนังของใบหน้าทำหน้าที่แสดงความรู้สึกบนใบหน้าในลักษณะต่าง ๆ เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ และแสดงอาการทางสีหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะร้องไห้ เป็นกล้ามเนื้อที่เน้นบุคลิกภาพของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี กล้ามเนื้อที่ใช้แสดงความรู้สึกของใบหน้า (Muscle of facial expression) ที่สำคัญ ได้แก่
Frontalis อยู่ที่หน้าผาก ทำหน้าที่ ยกคิ้วขึ้นลง ทำหน้าผากย่น
Nasalis อยู่ที่จมูก ทำหน้าที่ หุบปีกจมูก เวลาดมกลิ่น
Corrugator อยู่บริเวณคิ้ว – เหนือคิ้ว ทำหน้าที่ ขมวดคิ้ว ครุ่นคิด
Orbiculalisocculi อยู่รอบดวงตา ทำหน้าที่ ปิดตา หรือหลับตา
Zygomaticus major เกาะอยู่บริเวณโหนกแก้ม – ปากบน ทำหน้าที่ยกปาก
Orbicularis oris อยู่บริเวณรอบปาก ทำหน้าที่ หุบปาก ทำริมฝีปากยื่น ทำปากจู๋
Risorius อยู่ถัดออกมาทางด้านข้างของปาก ทำหน้าที่เวลาแสยะยิ้ม
        กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการเคี้ยว (Muscle of mastication) มี 4 มัด คือTempolaris muscle อยู่ที่ขมับด้านข้างของกระโหลกศรีษะ แผ่เป็นรัศมีเต็มขมับทำหน้าที่อ้า หุบและยื่นปาก เวลาเคี้ยวอาหารMasseter muscle อยู่ด้านนอกมุมขากรรไกรล่างของใบหน้ารูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำหน้าที่ยกกระดูกขากรรไกรล่างขึ้นเวลาเคี้ยวอาหารPterigiod muscle เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกยื่นจากส่วนมาตรฐานของกระโหลกศรีษะไปยังบริเวณขากรรไกรล่าง มี 2 คู่ คือ External และ Internal pterigoid muscle ช่วยในการอ้าปาก หุบปาก เคลื่อนกรามไปทางด้านข้าง

กล้ามเนื้อคอ (Muscle of the neck)

กล้ามเนื้อคอ (Muscle of the neck) ที่สำคัญในการเคลื่อนไหวของคอ มีอยู่ 3 มัด คือ
1.Sternomastoidหรือ Sternocleidomastoideusเป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดของคอเกาะพาดจากกระดูกหน้าอกกับกระดูกไหปลาร้าไปยังด้านนอกของกระดูก Mastoid และกระดูกท้ายทอย ทำหน้าที่เอียงคอ หันและหมุนคอ
2.Splenius capitisเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างของคอ มีจุดเกาะเริ่มจากกระดูกสันหลังส่วนลำตัว (thoracic spine) อันที่ 3 และ 4 ไปยังจุดเกาะปลายที่กระดูกท้ายทอย ทำหน้าที่ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า
3.Semispinaliscapitisเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านหน้าของคอ จุดเกาะต้นเริ่มจากกระดูกสันหลังส่วนคอ (cervical spine) อันที่ 4 และ 5 ไปยังจุดเกาะปลายที่กระดูกท้ายทอย ทำหน้าที่ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า
กล้ามเนื้อส่วนลำตัว (Muscle of the trunk)
กล้ามเนื้อส่วนลำตัว (Muscle of the trunk) แบ่งเป็นกล้ามเนื้อส่วนลำตัวด้านหน้าและด้านหลัง ดังนี้
1.กล้ามเนื้อส่วนลำตัวด้านหน้ากล้ามเนื้อส่วนลำตัวด้านหน้าที่เห็นเด่นชัด และมัดใหญ่ มีดังนี้
1.1 Pectoralis minor เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนเล็กอยู่ภายใต้กล้ามเนื้อPectoralis major เกาะจากผิวนอกของกระดูกซี่โครงซี่ที่ 3 – 5 ไปยัง Coracoid process ของกระดูกสะบัก ทำหน้าที่ดึงหัวไหล่ไปทางด้านหน้าและลงล่าง และช่วยรับน้ำหนักตัวขณะที่ยืนเอามือยัน
1.2 Pectoralis major เป็นกล้ามเนื้อทรวงอกมัดใหญ่รูปร่างคล้ายพัดคลุมอยู่บนอกและทับอยู่บนกล้ามเนื้อ Pectoralis minor และเป็นกล้ามเนื้อที่เกาะจากแนวกลางของกระดูกหน้าอกไปยังกระดูกต้นแขน เป็นกล้ามเนื้อที่เน้นลักษณะเพศชายได้ชัดเจนคือมีลักษณะอกผายไหล่ผึ่ง ทำหน้าที่หุบ งอ หมุนต้นแขนเข้าด้านใน ช่วยในการผลัก ขว้าง ปีนป่าย การหายใจเข้ารั้งแขนให้มาทางด้านหน้าทำให้ไหล่คงรูปอยู่กับที่
1.3 Rectus abdominisเป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องมีลักษณะเป็นแถบยาวเป็นปล้อง ๆ เมื่อออกแรงเกร็งมีจุดเกาะต้นจากกระดูกหัวเหน่า (Pubic bone) ทอดขึ้นบนและค่อย ๆกว้างขึ้นไปเกาะที่ปลายผิวหน้าของกระดูก Xiphoid และกระดูกซี่โครงที่ 5, 6,7 ทำหน้าที่เกร็งช่องท้องเวลายกของหนัก ช่วยในการขับถ่ายและคลอดบุตร
1.4 Oblique externusหรือ External oblique เป็นกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้างตั้งต้นจากกระดูกที่ 4 -12 ทอดเฉียงจากบนมาล่าง ยึดเกาะที่ Iliac crest ของกระดูกเชิงกรานทำหน้าที่เหมือนกับกล้ามเนื้อ Rectus abdominis
1.5 Serratus anterior เป็นกล้ามเนื้อด้านในของรักแร้ อยู่ทางด้านข้างของอกมีรูปร่างเป็นแฉก ๆ ยึดติดกับกระดูกซี่โครงทางด้านหน้าไปยังกระดูกสะบัก ทำหน้าที่ยึดดึงกระดูกสะบักให้อยู่กับที่และช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อ Deltoid เวลายกแขน
2.กล้ามเนื้อส่วนลำตัวด้านหลังในส่วนลำตัวด้านหลัง มีกล้ามเนื้อที่สำคัญดังนี้

2.1 Trapezius เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมคลุมบริเวณคอด้านหลังลงมาถึงหลังโดยยึดเกาะจากแนวกลางของแผ่นหลังส่วนบนไปเกาะที่กระดูกไหปลาร้าทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่รั้งกระดูกสะบักมาข้างหลัง กล้ามเนื้อส่วนบนเมื่อหดตัวไหล่จะยกขึ้น ส่วนกลางหดตัวจะดึงสะบัก 2 ข้างเข้ามาหากัน ส่วนล่างหดตัวจะทำให้ไหล่ถูกดึงลง
2.2 Latissimusdorsiเป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนกว้าง คลุมอยู่ตอนล่างของแผ่นหลังและบั้นเอวทอดผ่านไปมุมล่างของกระดูกสะบัก ทำหน้าที่ดึงแขนเข้าชิดลำตัวดึง แขน ลงมาข้างล่าง ด้านหลังและหมุนแขนเข้าด้านใน กล้ามเนื้อนี้ใช้มากในการปีนป่าย ว่ายน้ำ และกรรเชียงเรือ จะหดตัวทันทีในขณะที่จาม
กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน (Muscle of the upper limb)
กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน (Muscle of the upper limb) ที่ช่วยในการทำงานของหัวไหล่และแขนที่สำคัญ คือ

1.กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่
1.1 Deltoid เป็นกล้ามเนื้อคลายขนนกหลาย ๆ อันมารวมกันเป็นมัดใหญ่หนารูปสามเหลี่ยมจุดเกาะอยู่ที่ไหปลาร้า และกระดูกสะบัก แล้วไปเกาะที่ตอนกลางของกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่ยกไหล่และยกต้นแขน เป็นส่วนที่บ่งบอกลักษณะเพศชายได้อย่างชัดเจน
1.2 Supraspinatus เริ่มเกาะจากกระดูกสะบักไปยังกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่ช่วยกล้ามเนื้อ Deltoid ในการยก หรือกางแขน
1.3 Infraspinatusเริ่มเกาะจากกระดูกสะบักไปยังกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่หมุนต้นแขนออกด้านนอก และดึงแขนไปด้านหลัง
1.4 Teres minor และ Teres major เกาะที่กระดูกสะบัก แล้วมาเกาะที่กระดูกต้นแขนโดย Teres minor ทำหน้าที่หมุนแขนออกด้านนอก Teres major ทำหน้าที่หมุนแขนเข้าด้านใน
1.5 Subscapularisมีจุดเกาะที่กระดูกสะบักและกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่หมุนต้นแขนเข้าด้านใน
2.กล้ามเนื้อแขนส่วนต้นที่สำคัญได้แก่
2.1 Biceps brachiiเป็นกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นแขน มีที่เกาะส่วนบนแยก 2 ทาง คือ เกาะจาก Coracoid process และ Supraglenoid tubercle ไปยัง Tuberosity ของกระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) ทำหน้าที่งอต้นแขนและปลายแขน หมุนแขนเข้าและดึงออก
2.2 Brachialis เป็นกล้ามเนื้อต้นแขนที่อยู่ตรงกลางค่อนมาด้านล่าง เกาะจากกระดูกต้นแขนไปยัง Tuberosity ของกระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) ทำหน้าที่งอข้อศอก
2.3 Coracobrachialisเกาะจาก Coracoid process ของกระดูกสะบักไปยังกึ่งกลางของกระดูกต้นแขน ทำหน้าที่งอต้นแขน
2.4 Triceps brachiiเป็นกล้ามเนื้อด้านหลังของต้นแขน ปลายบนแยก 3 ทางเกาะที่กระดูกสะบักหนึ่งที่ และอีก 2 ทางเกาะที่กระดูกต้นแขน และมีจุดเกาะปลายที่กระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) กล้ามเนื้อมัดนี้จะทำหน้าที่ตรงกันข้ามกับกล้ามเนื้อ Biceps brachiiคือ ทำหน้าที่เหยียดปลายแขน
3.กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน
3.1 Brachioradialisเป็นกล้ามเนื้อด้านนอกของปลายแขน มีจุดเกาะต้นที่ตอนล่างของกระดูกแขน ไปเกาะที่ด้านนอกของกระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) ทำหน้าที่งอปลายแขน
3.2 Flexor carpi radialisเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านหน้าของปลายแขน มีจุดเกาะที่กระดูกต้นแขนแล้วมาเกาะที่กระดูกฝ่ามือชิ้นที่ 2 และ 3 ทำหน้าที่งอข้อมือและกางมือ
3.3 Palmaris longusเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ทางด้านหน้าของแขน จุดเกาะต้นเริ่มจากกระดูกต้นแขนไปยังกระดูกปลายแขน แล้วกลายเป็นเอ็น (Tendon) ไปเกาะที่ฝ่ามือทำหน้าที่งอข้อมือ
3.4 Flexor carpi ulnarisเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ทางด้านหลังของกระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) ผ่านมาที่ข้อมือ ทำหน้าที่งอข้อมือ
3.5 Extensor carpi radialislongusเป็นกล้ามเนื้อที่มีจุดเกาะต้นจากกระดูกต้นแขนแล้วไปเกาะที่กระดูกฝ่ามือทางด้านหลัง ทำหน้าที่กางและเหยียดข้อมือ
3.6 Extensor digitorumเป็นกล้ามเนื้อที่มีจุดเกาะต้นจากกระดูกต้นแขน และมีปลายเป็นเอ็น 4 อัน ไปเกาะยังกระดูกนิ้วมือทั้ง 4 นิ้ว ทำหน้าที่เหยียดนิ้วมือและข้อมือ
4.กล้ามเนื้อส่วนมือและนิ้ว
กล้ามเนื้อส่วนมือและนิ้วมือ เป็นกล้ามเนื้อขนาดเล็กและสั้น ส่วนมากจะเป็นเอ็นของกล้ามเนื้อซึ่งติดต่อมาจากแขนท่อนล่าง ทำหน้าที่ช่วยในการงอและเหยียดมือและข้อมือรวมทั้งช่วยให้นิ้วหัวแม่มือสามารถเคลื่อนไปแตะนิ้วอื่น ๆ ได้จึงเรียกว่า Opposition กล้ามเนื้อในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่
4.1 Thenar eminence เป็นกล้ามเนื้อหัวแม่มือเกาะที่ฝ่ามือ โดยเฉพาะที่ได้ฐานหัวแม่มือจะเห็นเป็นเนินชัดเจน ทำหน้าที่งอนิ้วหัวแม่มือ
4.2 Hypothenar eminence เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้นิ้วก้อย มีรอยนูนเด่นชัด ทำหน้าที่งอนิ้วก้อย
4.3 Dorsal interosseusเป็นกล้ามเนื้อที่กระดูกฝ่ามือชิ้นที่ 1 และ 2 ผ่านมาเกาะที่นิ้วชี้ ทำหน้าที่กางนิ้วชี้และหมุนหัวแม่มือ
4.4 Abductor pollicisเกาะอยู่ที่ฐานของนิ้วหัวแม่มือ ทำหน้าที่งอนิ้วหัวแม่มือ
กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา (Muscle of the lower limb)
กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา (Muscle of the lower limb) ที่สำคัญ ดังนี้

1.กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นกบ
1.1 Gluteus maximusเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และหน้าที่สุดของส่วนสะโพก มีจุดเกาะที่ Ilium และ Sacrum ของกระดูกเชิงกราน แล้วไปเกาะยังกระดูกต้นขา ทำหน้าที่เหยียดขา กางต้นขา หมุนต้นขา ไปทางด้านข้าง
1.2 Tensor fasciae lataeเป็นกล้ามเนื้อทางด้านข้างของสะโพก เกาะอยู่ที่ส่วนหน้าของกระดูกเชิงกรานทำหน้าที่กางและหมุนขาเข้าด้านใน
2.กล้ามเนื้อส่วนโคนขา
กล้ามเนื้อส่วนนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตำแหน่งหน้าที่ และประสาทที่มาเลี้ยง ด้านหลังของต้นขาเรียกว่า Flexor surface เป็นที่อยู่ของกล้ามเนื้อกลุ่มเอ็นหลังต้นขาด้าล่าง(Hamstring group) อีกกลุ่มหนึ่งคือ กล้ามเนื้อกลุ่มดึงข้อ (Adductor group) และยังมีกล้ามเนื้อกลุ่มด้านหน้าของต้นขา (Anterior group) กล้ามเนื้อส่วนโคนขามัดที่สำคัญ มีดังนี้
2.1 Biceps femorisเป็นกล้ามเนื้อในกล้ามเนื้อกลุ่มเอ็นหลังต้นขาด้านล่าง จุดเกาะเริ่มจากกระดูก Ischium และกระดูกต้นขาไปยังส่วนหัวของกระดูกปลายขาท่อนเล็ก (Fibula)ทำหน้าที่เหยียดต้นขาและงอเข่า
2.2 Rectus femorisเป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของต้นขา (Anterior group)เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่อยู่ทางด้านหน้าของต้นขา จุดเกาะเริ่มจากกระดูก lliumไปยังกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia) ทำหน้าที่งอต้นขาและเหยียดปลายขา
2.3 Satoriusเป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของต้นขา มีลักษณะยาวแบนพาดเฉียงบนโคนขา จุดเกาะเริ่มจาก Iliac spine ไปยังส่วนบนของกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia)ทำหน้าที่งอต้นขา และปลายขา
3.กล้ามเนื้อส่วนปลายขา
กล้ามเนื้อส่วนปลายขาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มด้านหน้าของปลายขา(Anterior compartment) กลุ่มด้านข้างของปลายขา (Lateral compartment) และกลุ่มด้านหลังของปลายขา (Posterior compartment) กล้ามเนื้อส่วนปลายขาที่สำคัญ ได้แก่
3.1 Tibialisanticusเป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหน้าของปลายขา เกาะจากด้านข้างของกระดูกปลายขาท่อนใหญ่ (Tibia) และจากผังผืด ซึ่งยึดระหว่างกระดูกปลายขาท่อนใหญ่และท่อนเล็ก และเกาะที่กระดูกฝ่าเท้าทำหน้าที่กระดกข้อเท้า และบิดข้อเท้าเข้าด้านใน
3.2 Gastrocnemius เป็นกล้ามเนื้อในกลุ่มด้านหลังของปลายขา เป็นกล้ามเนื้อน่องเกาะจากส่วนปลายของกระดูกต้นขาทั้งสองด้าน ส่วนปลายกลายเป็นเอ็นเกาะที่กระดูกส้นเท้า(Achillis tendon) ทำหน้าที่งอหลังเท้า เหยียดนิ้วเท้า ถีบฝ่าเท้าลงและช่วยงอเข่าด้วย
3.3 Soleus เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ รูปร่างคล้ายปลาอยู่ใน Gastrocnemius ทำหน้าที่งอฝ่าเท้า
4.กล้ามเนื้อส่วนเท้า
 เป็นกล้ามเนื้อที่เกาะคล้ายบริเวณมีข้อมือแตกต่างกันตรงที่เป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมส้นเท้าระหว่างการเดิน กล้ามเนื้อส่วนเท้าที่สำคัญ มีดังนี้
4.1 Flexor hallucislongusเกาะจากด้านหลังของกระดูกช่วงล่าง ส่วนปลายเป็นเอ็นเกาะที่กระดูกหัวแม่เท้า ท่อนปลายทำหน้าที่งอปลายนิ้วหัวแม่เท้า ทำหน้าที่กระดกข้อเท้าลง และบิดเท้าเข้าด้านใน
4.2 Extensor digitorumbrevisเป็นกล้ามเนื้อด้านหลังเท้า ตรงปลายเป็นเอ็นไปเกาะที่นิ้วเท้าทั้ง 4 ยกเว้นนิ้วหัวแม่เท้า ทำหน้าที่เหยียดข้อของนิ้วเท้าทั้ง 4
4.3 Adductor hallucisเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกสุด ทำหน้าที่เหยียดหัวแม่เท้า
4.4 Flexor digitorumbrevisเป็นกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเท้า ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหว เป็นกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้าเวลาเดิน
ระบบหายใจ
การหายใจ (breathing) เป็นกระบวนการซึ่งนำอากาศเข้าหรือออกจากปอด สิ่งมีชีวิตที่ต้องการออกซิเจนต้องการไปเพื่อปลดปล่อยพลังงานผ่านการหายใจระดับเซลล์ในรูปเมแทบอลิซึมโมเลกุลพลังงานสูง เช่น กลูโคส การหายใจเป็นเพียงกระบวนการเดียวซึ่งส่งออกซิเจนไปยังที่ที่ต้องการในร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์ออก อีกกระบวนการหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของเลือดโดยระบบไหลเวียน การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นในถุงลมปอดโดยการแพร่ของแก๊สระหว่างแก๊สในถุงลมและเลือดในหลอดเลือดฝอยปอด เมื่อแก๊สที่ละลายนี้อยู่ในเลือด หัวใจปั๊มเลือดให้ไหลไปทั่วร่างกาย
นอกเหนือไปจากการนำคาร์บอนไดออกไซด์ออก การหายใจส่งผลให้เกิดการสูญเสียน้ำจากร่างกาย อากาศที่หายใจออกมีความชื้นสัมพัทธ์เท่ากับ 100% เพราะน้ำแพร่ข้ามพื้นผิวที่ชุ่มชื้นของทางเดินหายใจและถุงลมปอด
การหายใจของคนประกอบด้วย 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
1.การหายใจภายนอก (external respiration) เป็นการนำอากาศเข้าสู่ปอด การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างปอดกับเลือด
2.การหายใจภายใน (internal respiration) การขนส่งแก๊สจากเลือดไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อ ซึ่งจะทำให้ได้พลังงานในรูปของความร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่นและ ATP ที่นำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆของเซลล์ซึ่งเป็นจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการหายใจ
ระบบหายใจของคนประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้คือ
1.ส่วนนำอากาศเข้าสู่ร่างกาย (conducting division) ส่วนนี้ประกอบด้วยอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศเข้าสู่ส่วนที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยเริ่มตั้งแต่รูจมูก โพรงจมูก (nasal cavity) คอหอย (pharynx) กล่องเสียง (larynx) หลอดลมคอ (trachea) หลอดลมหรือขั้วปอด (bronchus) หลอดลมฝอย (bronchiole) ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือหลอดลมฝอยเทอร์มินอล (terminal brochiole) และหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส (respiratory bronchiole)
2.ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊ส (respiratory division) ส่วนแลกเปลี่ยนแก๊สเป็นส่วนของหลอดลมฝอยที่ต่อจากหลอดลมฝอยเทอร์มินอล คือ หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส ซึ่งจะมีการโป่งพองเป็นถุงลมย่อย  (pulmonary-alveoli)  ซึ่งทาให้แลกเปลี่ยนแก๊สได้ สำหรับส่วนที่ต่อจากท่อลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊สจะเป็นท่อลม (alveolar duct) ถุงลม (alveolar sac) และถุงลมย่อย(pulmonary alveoli)โครงสร้างตั้งแต่หลอดลม (bronchus) ที่มีการแตกแขนงและมีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ คือหลอดลมฝอย ท่อลม ถุงลม ถุงลมย่อย จะเรียกว่า บรอนเคียลทรี(broncheal tree) ซึ่งจะถูกบรรจุอยู่ในปอดยกเว้นหลอดลมตอนต้น ๆ ที่อยู่นอกปอด นอกจากนี้โครงสร้างที่กล่าวมาแล้วยังมีส่วนประกอบที่สำคัญซึ่งเป็นองค์ประกอบร่วม คือกระดูกซี่โครง (rib) และกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครง (intercostal muscle)ซึ่งจะร่วมกันทำงานให้เกิดการหายใจเข้า หายใจออกและป้องกันอันตรายให้แก่ระบบหายใจด้วย

ระบบหายใจของคน

จมูกและปาก(nose and mouth)
ทั้งจมูกและปากจะต่อถึงคอหอยและหลอดลมคอได้ อากาศเมื่อผ่านเข้าสู่รูจมูกแล้วก็จะเข้าสู่โพรงจมูก ที่โพรงจมูกจะมีขนเส้นเล็กๆและต่อมน้ำมันช่วยในการกรองและจับฝุ่นละอองไม่ให้ผ่านลงสู่ปอด นอกจากนี้ที่โพรงจมูกยังมีเยื่อบุจมูกหนาช่วยให้อากาศที่เข้ามามีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นและมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากเส้นเลือดจำนวนมากที่อยู่ใต้เยื่อบุผิวของโพรงจมูก ถ้าหากเป็นหวัดนาน ๆ เชื้อหวัดอาจทำให้เยื่อบุในโพรงอากาศบริเวณจมูกเกิดการอักเสบ และทำให้ปวดศีรษะซึ่งเรียกว่า เป็นไซนัสหรือไซนัสอักเสบ (sinusitis) ขึ้นได้ ในจมูกจะมีบริเวณที่เรียกว่า ออลแฟกเทอรีแอเรีย (olfactory area) หรือบริเวณที่ทำหน้าที่รับกลิ่นโดยมีเซลล์เยื่อบุผิวซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่โดยเฉพาะเรียกว่า ออลแฟกทอรีเซลล์(olfactory cell) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางเซนติเมตร และจะมีขนาดเล็กลงเมื่ออายุมากขึ้น
คอหอย (pharynx)
คอหอย (pharynx)เป็นบริเวณที่พบกันของช่องอากาศจากจมูกและช่องอาหารจากปาก อากาศจะผ่านเข้าสู่กล่องเสียง (larynx) ที่กล่องเสียงจะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการปิดเปิดกล่องเสียงเรียกว่า ฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis) ป้องกันไม่ให้อาหารตกลงสู่หลอดลม ที่กล่องเสียงจะมีเยื่อเมือกที่มีใยเอ็นยืดหยุ่นได้เรียกว่า เส้นเสียง (vocal cord) เมื่อลมผ่านกล่องเสียงจะทำให้เส้นเสียงสั่นและเกิดเป็นเสียงขึ้น
หลอดลมคอ (trachea)
หลอดลมคอ (trachea)เป็นท่อกลวงมีผนังแข็งและหนาเพราะมีกระดูกอ่อนเรียงเป็นรูปเกือกม้าทำให้หลอดลมคอไม่แฟบและการที่กระดูกอ่อนของหลอดลมคอเป็นรูปเกือกม้าทำให้หลอดอาหาร ซึ่งอยู่ด้านหลังสามารถขยายขนาดได้เมื่อมีการกลืนอาหารผ่านหลอดอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร หลอดลมคอของผู้ใหญ่ยาวประมาณ 9-15 เซนติเมตร โดยจะเริ่มจากกระดูกคอชิ้นที่ 6 จนถึงกระดูกอกชิ้นที่ 5 แล้วจึงแตกแขนงเป็นหลอดลม (bronchus) เข้าสู่ปอดอีกทีหนึ่ง หลอดลมคอส่วนแรก ๆ จะมีต่อมไทรอยด์ (thyroidgland) คลุมอยู่ทางด้านหน้า ทางด้านนอกของหลอดลมจะมีต่อมน้ำเหลือง
หลอดลมเล็กหรือขั้วปอด( bronchus)เป็นส่วนที่แตกแขนงแยกจากหลอดลม แบ่งออกเป็น 2 กิ่งคือซ้ายหรือขวา โดยกิ่งซ้ายจะเข้าสู่ปอดซ้าย และกิ่งขวาแยกเข้าปอดขวาพร้อม ๆ กับเส้นเลือดและเส้นประสาท
หลอดลมฝอย (bronchiole)แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1.หลอดลมฝอยเทอร์มินอล (terminal bronchiole) เป็นท่อที่แยกออกจากหลอดลมแขนงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-1 มิลลิเมตร พบกล้ามเนื้อเรียบและเยื่ออิลาสติกไฟเบอร์(elastic fiber)เป็นองค์ประกอบของผนังหลอดลมฝอยเทอร์มินอล แต่ไม่พบโครงสร้างที่เป็นกระดูกอ่อน
2.หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส(respiratory bronchiole) เป็นส่วนแรกที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส เนื่องจาก  มีถุงลมย่อยมาเปิดเข้าที่ผนัง ซึ่งจะพบในส่วนที่อยู่ท้าย ๆ ซึ่งจะมีมากกว่าส่วนที่อยู่ติดกับหลอดลมฝอยเทอร์มินอล
ท่อลม (alveolar duct)
ท่อลม (alveolar duct) เป็นท่อส่วนสุดท้ายของส่วนที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส (respiratory division)ซึ่งจะไปสิ้นสุดที่ถุงลม (alveolar sac)
ถุงลมและถุงลมย่อย
ถุงลมและถุงลมย่อย(alveolus หรือ alveolar sac และ pulmonary alveoli) ถุงลมเป็นช่องว่างที่มีถุงลมย่อยหลาย ๆ ถุงมาเปิดเข้าที่ช่องว่างอันนี้ ส่วนถุงลมย่อยมีลักษณะเป็นถุงหกเหลี่ยมมีเซลล์พิเศษหลั่งสารพวกฟอสโฟลิพิด (phospholipid) เรียกว่า เซอร์แฟกแทนท์(surfactant) เข้าสู่ถุงลมย่อยเพื่อลดแรงตึงผิวของถุงลมย่อยไม่ให้ติดกัน เมื่อปอดแฟบเวลาหายใจออกผนังของถุงลมย่อยที่อยู่ติดกันจะรวมกันเป็นอินเตอร์อัลวีโอลาร์เซปทัม(interalveolar septum) ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังมีรูซึ่งเป็นช่องติดต่อระหว่างถุงลมย่อยทำให้อากาศภายในถุงลมย่อยมีแรงดันเท่ากันทั้งปอด ทั้งถุงลมและถุงลมย่อยจะรวมเรียกว่า ถุงลมปอด ปอดแต่ละข้างจะมีถุงลมปอดประมาณ 300 ล้านถุง แต่ละถุงจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณ 0.25 เซนติเมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดของการแลกเปลี่ยนแก๊สของถุงลมปอดทั้งสองข้างประมาณ 90 ตารางเมตรหรือคิดเป็น 40 เท่าของพื้นที่ผิวของร่างกาย การที่ปอดยืดหยุ่นได้ดีและขยายตัวได้มากและการมีพื้นที่ของถุงลมปอดมากมายขนาดนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับแก๊สออกซิเจนอย่างเพียงพอและคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยปอดของคนมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงอย่างมากมายจึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สได้มากและรวดเร็วจนเป็นที่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย

ระบบหายใจของคน

ปอด(lung)             

ปอด
ปอด(lung) เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการหายใจ ปอดตั้งอยู่ภายในทรวงอกมีปริมาตรประมาณ 2 ใน3ของทรวงอก ปอดขวาจะสั้นกว่าปอดซ้าย เนื่องจากตับซึ่งอยู่ทางด้านล่างดันขึ้นมา ส่วนปอดซ้ายจะแคบกว่าปอดขวาเพราะว่ามีหัวใจแทรกอยู่ ปอดมีเยื่อหุ้มปอด (pleura) 2 ชั้น ชั้นนอกติดกับผนังช่องอก ส่วนชั้นในติดกับผนังของปอด ระหว่างเยื่อทั้งสองชั้นมีของเหลวเคลือบอยู่ การหุบและการขยายของปอดจะเป็นตัวกำหนดปริมาณของอากาศที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกตามที่ร่างกายต้องการ
การหายใจเข้า (inspiration)และการใจออก(expiration)รวมเรียกว่า การหายใจ (breathing) โดยมีกล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงซี่โครงด้านนอกและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านในเป็นตัวกระทำ การหายใจที่เกิดจากกล้ามเนื้อกระบังลมเรียกว่า การหายใจส่วนท้อง (abdominal breathing)ซึ่งมีความสำคัญประมาณ 75% และการหายใจซึ่งเกิดจากกระดูกซี่โครงและกล้ามเนื้อยึดซี่โครงด้านนอกเรียกว่าการหายใจส่วนอก (chest breathing) ซึ่งมีความสำคัญประมาณ 25% การหายใจส่วนท้องและการหายใจส่วนอกนี้จะทำงานร่วมกันทำให้เกิดการหายใจเข้าและหายใจออกอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อยึดซี่โครงด้านนอกหดตัว จะทำให้ทรวงอกและปอดขยายตัวขึ้นปริมาตรภายในปอดเพิ่มขึ้น ดังนั้นความดันภายในปอดจึงลดลงและต่ำกว่าบรรยากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนตัวเข้าสู่ปอด จนทำให้ความดันภายนอกและภายในปอดเท่ากันแล้วอากาศก็จะไม่เข้าสู่ปอดอีก เรียกว่า การหายใจเข้า (inspiration) เมื่อกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อยึดซี่โครงด้านนอกคลายตัวลง ทำให้ปอดและทรวงอกมีขนาดเล็กลง ปริมาตรของอากาศในปอดจึงลดไปด้วย ท าให้ความดันภายในปอดสูงกว่าบรรยากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดจนความดันในปอดลดลงเท่ากับความดันภายนอก อากาศก็จะหยุดการเคลื่อนที่ซึ่งเรียกว่า การหายใจออก (expiration) การหายใจเข้าและการหายใจออกนี้จะเกิดสลับกันอยู่เสมอในสภาพปกติผู้ใหญ่จะหายใจประมาณ 15 ครั้งต่อนาที ส่วนในเด็กจะมีอัตราการหายใจสูงกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย ในขณะที่ร่างกายเหนื่อยเนื่องจากทำงานหรือเล่นกีฬาอย่างหนักอัตราการหายใจจะสูงกว่านี้มาก

การเปลี่ยนแปลงขณะหายใจเข้าออก

ความจุของปอด
ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าปกติ แต่ละครั้งมีประมาณ 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ถ้าบังคับให้มีการหายใจเข้าเต็มที่มากที่สุด จะมีอากาศเข้าไปยังปอดเพิ่มมากขึ้นจนอาจถึง 6,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่ปอดจะจุอากาศได้เต็มที่เช่นเดียวกับการบังคับการหายใจออกเต็มที่ อากาศจะออกจากปอดมากที่สุดเท่าที่ความสามารถของกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อซี่โครงจะทำได้ ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อหายใจออกเต็มที่แล้วยังคงมีอากาศตกค้างในปอด ประมาณ 1,100 ลูกบาศก์เซนติเมตร

ปริมาตรของอากาศในปอดขณะหายใจเข้า-ออกปกติและขณะหายใจเข้า-ออกเต็มที่

การแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกาย
การแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกายของคนเกิดขึ้น 2 แห่งคือที่ปอดและที่เนื้อเยื่อ
1.ที่ปอดเป็นการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างในถุงลมปอดกับเส้นเลือดฝอย โดยออกซิเจนจากถุงลมปอดจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือดฝอยรอบ ๆถุงลมปอดและรวมตัวกับฮีโมโกลบิน (haemoglobin; Hb) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงกลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิล (oxyhemoglobin; HbO2)ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะถูกส่งเข้าสู่หัวใจและสูบฉีดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
2.ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมโกลบินจะสลายให้ออกซิเจนและฮีโมโกลบิน ออกซิเจนจะแพร่เข้าสู่เซลล์ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อได้รับออกซิเจน  ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในเซลล์ก็จะแพร่เข้าเส้นเลือด   คาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่จะทำปฏิกิริยากับน้ำในเซลล์เม็ดเลือดแดงเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก(H2CO3) ซึ่งแตกตัวต่อไปได้ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO3-) และไฮโดรเจนไอออน (H+) เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนมากไหลเข้าสู่หัวใจจะถูกสูบฉีดต่อไปยังเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ถุงลมปอด ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออนจะรวมตัวกันเป็นกรดคาร์บอนิกแล้วจึงสลายตัวเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้าในเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นผลให้ความหนาแน่นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือดฝอยสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมปอด จึงเกิดการแพร่ของคาร์บอนไดออกไซด์จากเส้นเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลมปอดดังภาพ

การแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกาย

ศูนย์ควบคุมการสูดลมหายใจ
ศูนย์ควบคุมการหายใจ (the respiratory centers) อยู่ที่สมองส่วนเมดัลดาออบลองกาตา(medulla oblongata) โดยเป็นเซลล์ประสาทกระจายอยู่ทางด้านข้างทั้งสองข้าง ศูนย์นี้จะมีความไวต่อปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์หรือไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออน ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้จะกระตุ้นทำให้เกิดการหายใจเข้าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นถ้าหากมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เกิดการการกระตุ้นเพิ่มขึ้นด้วย การควบคุมการสูดลมหายใจแสดงดังแผนภาพ

ศูนย์ควบคุมการหายใจ
 ระบบโครงกระดูก เป็นโครงสร้างของร่างกาย  ช่วยป้องกันอวัยวะบอบบางต่างๆ ที่อยู่ภายในที่เกาะเกี่ยว อยู่ภายในกระดูกแต่ละส่วนของร่างกาย  องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งภายใน-กระดูกคือ  ไขกระดูก  ขณะเดียวกันกระดูกยังเป็นแหล่งเก็บสะสมเกลือแร่ชนิดต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมและฟอสฟอรัส บริเวณรอบกระดูกจะมีเนื้อเยื่อหนาห่อหุ้มอยู่เรียกว่า เยื่อหุ้มกระดูก (Periosteum)  ซึ่งเยื่อหุ้มกระดูกนี้  ประกอบด้วยเซลล์กระดูกและหลอด-เลือด  ซึ่งจะนำเลือดมาเลี้ยงในส่วนของกระดูกชั้นนอก  กระดูกชั้นนอกหรือเรียกว่า กระดูกทึบ (Compact bone) ประกอบด้วยเกลือแร่สะสมอยู่เป็นวงกลมล้อม รอบท่อขนาดเล็กๆ ซึ่งเรียกว่า ท่อฮาเวอร์เชียน (Haversian  canal)  เซลล์กระดูกรอบๆท่อฮาเวอร์เชียน  จะได้รับอาหารและ-ออกซิเจนจากหลอดเลือดที่ผ่านท่อฮาเวอร์เชียนที่ผ่านท่อเหล่านี้   และถ้าหากว่า  กระดูกเกิดแตกหักเส้นประสาทในท่อเล็กๆ นี้ก็จะส่งกระแสประสาทไปยังสมองเราจึงรู้สึกถึงความเจ็บปวด  ส่วนกระดูกชั้นในนั้นมองดูคล้ายรวงผึ้ง  เพราะมีลักษณะเป็นร่างแหที่มีช่องว่างระหว่างกระดูก  เรียกว่า  กระดูกพรุน  (Spongy bone)  แต่ก็มีความแข็งแรงไม่แพ้ส่วนกระดูกทึบเช่นกันซึ่งถ้ากระดูกของคนเราเป็นกระดูกทึบทั้งท่อนร่าง-กาย คงหนักมาก  ไขกระดูกจะมีปริมาณราวๆ 227  กรัม  สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ประมาณ   5,000  เม็ด/วัน  สำหรับทารกในครรภ์  โครงกระดูกทุกชิ้น มีไขกระดูกแดงบรรจุอยู่  แต่เมื่อเจริญเติบโตถึงวัยผู้ใหญ่แล้วจะพบไข-กระดูกนี้เฉพาะในส่วนของกะโหลก   ศรีษะ   กระดูกหน้าอก   กระดูกสันหลัง   กระดูกสะโพกและบริเวณตอนปลายของกระดูกชิ้นยาวๆ เท่านั้น



คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
1. Claviclel – ไหปลาร้า
2. Humerus – กระดูกต้นแขน
3. Sternum – กระดูกหน้าอก
4. Rib – กระดูกซี่โครง
5. Radius – กระดูกแขนด้านนอก
6. Ulna – กระดูกแขนด้านใน
7. Femur – กระดูกต้นขา
8. Patella – สะบ้า
9. Skull – กระโหลกศีรษะ
10. Scapula – กระดูกสะบัก
11. Thoracic Vertebrae – กระดูกสันหลัง
12. LLium – กระดูกสะโพก
13. Sacrum – กระดูกเชิงกราน
14. Tibia – กระดูกหน้าแข้ง
15. Fibula – กระดูกน่อง
16.
ระบบโครงกระดูกประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. กระดูกอ่อน (Cartilage) ทำหน้าที่รองรับส่วนที่อ่อนนุ่มของร่างกาย เพื่อที่จะทำให้การเคลื่อนไหวได้สะดวก ป้องกันการเสียดสี เนื่องจากผิวของกระดูกอ่อนเรียบ จึงพบว่ากระดูกอ่อนจะอยู่ที่ปลายหรือหัวกระดูกที่ประกอบเป็นข้อต่อต่าง ๆ และยังเป็นต้นกำเนิดของกระดูกแข็งทัวร่างกาย
2. ข้อต่อ (Joints) คือส่วนต่อระหว่างกระดูกตั้งแต่สองชิ้นขึ้นไปมาต่อกัน เพื่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย
3. เอ็น (Tendon) มีทั้งที่เป็นเอ็นกล้ามเนื้อและเอ็นยึดข้อ (Ligament) เป็นเนื้อเยื่อที่มีความแข็งแรงมาก มีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ช่วยยึดกระดูกกับกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน
4. กระดูก (Bone) เป็นส่วนที่แข็งที่สุด โครงกระดูกในผู้ใหญ่ ประกอบด้วยกระดูกจำนวน 206 ชิ้น ส่วนในทารกแรกเกิดจะมีกระดูกถึง 300 ชิ้นเพราะกระดูกอ่อนยังไม่ติดกัน
มนุษย์มีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. กระดูกแกนกลางของร่างกาย (Axial skeletal)  มีทั้งหมด 80 ชิ้น ได้แก่
   1. กระดูกกะโหลกศรีษะ (Cranium)
     – กระดูกหน้าผาก (Frontal bone) 1 ชิ้น                                                                                                               
     – กระดูกด้านข้างศรีษะ (Parietal bone) 2 ชิ้น                                                                                                                           
     – กระดูกขมับ (Temporal bone) 2 ชิ้น                                                                                                                               
     – กระดูกท้ายทอย (Occipital bone) 1 ชิ้น                                                                                                                   
     – กระดูกขื่อจมูก (Ethmoid bone) 1 ชิ้น                                                                                                                     
     – กระดูกรูปผีเสื้อ (Sphenoid bone) 1 ชิ้น
   2. กระดูกใบหน้า (Bone of face)
     – กระดูกสันจมูก (Nasal bone) 2 ชิ้น                                                                                                                       
     – กระดูกกั้นช่องจมูก (Vomer)  1 ชิ้น                                                                                                                           
     – กระดูกข้างในจมูก (Inferior concha) 2 ชิ้น                                                                                                                       
     – กระดูกถุงน้ำตา (Lacrimal bone)  2 ชิ้น                                                                                                                   
     – กระดูกโหนกแก้ม (Zygomatic bone)  2 ชิ้น                                                                                                                     
     – กระดูกเพดาน (Palatine bone)  2 ชิ้น                                                                                                                       
     – กระดูกขากรรไกรบน (Maxillary)  2 ชิ้น                                                                                                                             
     – กระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible)  1 ชิ้น
   3. กระดูกหู (Bone of ear)
     – กระดูกรูปฆ้อน (Malleus)  2 ชิ้น                                                                                                                                     
     – กระดูกรูปทั่ง (Incus)  2 ชิ้น                                                                                                                                     
     – กระดูกรูปโกลน (Stapes)  2 ชิ้น
   4. กระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone)  1 ชิ้น
   5. กระดูกสันหลัง (Vertebrae)  26 ชิ้น ได้แก่
     – กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical vertebrae)  7 ชิ้น
     – กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic vertebrae) 12 ชิ้น                                                                                                   
     – กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar vertebrae)  5 ชิ้น                                                                                                       
     – กระดูกกระเบนเหน็บ (Sacrum)  1 ชิ้น                                                                                                                             
     – กระดูกก้นกบ (Coccyx)  1 ชิ้น
   6. กระดูกทรวงอก (Sternum)   1 ชิ้น
   7. กระดูกซี่โครง (Rib)      24 ชิ้น
2. กระดูกระยางค์ (Appendicular skeletal)  ประกอบด้วย กระดูก 126 ชิ้น ได้แก่
   1. กระดูกไหล่ (Shoulder girdle) ประกอบด้วย                                                                                                         
     – กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) 2 ชิ้น                                                                                                                                 
     – กระดูกสะบัก (Scapular) 2 ชิ้น
   2. กระดูกต้นแขน (Humerus) 2 ชิ้น
   3. กระดูกปลายแขน (Bone of forearm) ประกอบด้วย                                                                                               
     – กระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) 2 ชิ้น                                                                                                                             
     – กระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) 2 ชิ้น
   4. กระดูกข้อมือ (Carpal bone) 16 ชิ้น
   5. กระดูกฝ่ามือ (Metacarpal bone) 10 ชิ้น
   6. กระดูกนิ้วมือ (Phalanges) 28 ชิ้น
   7. กระดูกเชิงกราน (Hip bone) 2 ชิ้น
   8. กระดูกต้นขา (Femur) 2 ชิ้น
   9. กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) 2 ชิ้น
   10. กระดูกน่อง (Fibula) 2 ชิ้น
   11. กระดูกข้อเท้า (Tarsal bone) 14 ชิ้น
   12. กระดูกฝ่าเท้า (Metatarsal bone) 10 ชิ้น
   13. กระดูกนิ้วเท้า (Phalanges) 28 ชิ้น
จำนวนของกระดูก (Number of bone)
จำนวนของกระดูกทั้งหมดในร่างกาย หมายถึง กระดูกในผู้ใหญ่ที่เจริญเต็มที่แล้ว มีทั้งสิ้น 206 ชิ้น โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
  – กะโหลกศรีษะ( Cranium) 8 ชิ้น
  – กระดูกหน้า (Face) 14 ชิ้น
  – กระดูกหู (Ear) 6 ชิ้น  :กระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) 1 ชิ้น
  – กระดูกสันหลัง 26 ชิ้น
  – กระดูกหน้าอก (Sternum) 1 ชิ้น
  – กระดูกซี่โครง (Ribs) 24 ชิ้น
  – กระดูกแขน (Upper extremities) 64 ชิ้น
  – กระดูกขา (Lower extremities) 62 ชิ้น

แบ่งตามลักษณะกระดูก
1. กระดูกยาว ได้แก่ กระดูกแขน กระดูกขา
 2. กระดูกสั้น ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า
 3. กระดูกแบน ได้แก่ กระดูกซี่โครง กระดูกอก กระดูกสะบัก
 4. กระดูกยาว รูปร่างไม่แน่นอน ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน
 5. กระดูกลม
 6. กระดูกโพรงกะโหลกศีรษะ
หน้าที่ของกระดูก
1. ช่วยรองรับอวัยวะต่างๆ ให้ทรงและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ (Organ of support)
2. เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เช่น พาร่างกายย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง (Instrument of locomotion)
3. เป็นโครงของส่วนแข็ง (Framework of hard material)
4. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ และ Ligament เพื่อทำหน้าที่เป็นคานให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
5. ช่วยป้องกันอวัยวะสำคัญไม่ให้ได้รับอันตราย เช่น สมอง ปอด และหัวใจ เป็นต้น
6. ทำให้ร่างกายคงรูปได้ (Shape to whole body)
7. ภายในกระดูกมีไขกระดูก (Bone marrow) ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด (Blood cell)
8. เป็นที่เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย
9. ป้องกันเส้นประสาทและหลอดเลือดที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้น
ข้อต่อและกระดูก
    กระดูกที่ละท่อนต่อเชื่อมกันด้วยเอ็นซึ่งต่อกันได้หลายแบบแล้วแต่การเคลื่อนที่ การที่กระดูกประกอบด้วยชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อๆกัน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลราบรื่นมากขึ้น
กระดูกที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น กะโหลกศีรษะ
กระดูกเคลื่อนที่ได้เล็กน้อย เช่น กระดูกบริเวณก้นกบ
กระดูกแบบบานพับ เช่น กระดูกต้นแขน ข้อต่อบริเวณหัวเข่า
กระดูกแบบหัวกลม เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกต้นคอ กระดูกต้นขากระดูกสะบักเป็นต้น

                         ทางซ้ายคือแบบบานพับ ขวาคือแบบโพรง
การเคลื่อนไหวของข้อต่อ
1. เคลื่อนได้ระนาบเดียวกัน(แบบบานพับ) เช่น ข้อศอก ข้อเข่า
2. เคลื่อนได้2 ระนาบ เช่น ข้อมือ กระดกขึ้น-ลง
3. เคลื่อนได้ 3 ระนาบ เช่น ข้อไหล่ ข้อสะโพก
     อาหารและยาที่เรากินหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จะซึมผ่านกล้ามเนื้อไป การฉีดเข้าข้อต่อโดยตรงอาจเกิดอันตรายได้ เพราะยาบางชนิดสามารถทำลายกระดูกอ่อนได้ การนวดมีส่วนทำให้อาการและยาซึมผ่านข้อต่อได้เร็วขึ้นและมักไม่มีผลเสียใดๆ
การบำรุงรักษาและพัฒนาโครงร่าง
    ข้อเคล็ด เกิดจากเส้นเอ็นที่ยึดติดกระดูกฉีกขาด ทำให้อักเสบบวมบริเวณข้อต่อ และห้อเลือด รักษาโดยใช้น้ำแข็งประคบ
1. ท่ายืนควรยืดไหล่หลังตรง แอ่นเล็กน้อยบริเวณคอ
2. หน้าอกแอ่น ตะโพกยื่น ทำให้กระดูกสันหลังช่วงเอวแอ่นมากทำให้เกิดอาการปวดหลัง
3. การนั้งเอามือเท้าคาง หลังงอ ทกให้กรดูกสันหลังโก่ง ปวดหลัง
4. การเดินเอาส้นเท้าลงก่อน ทำให้พยุงน้ำหนักได้ดี เดินเร็วแล้วมีความรู้สึกว่าตัวเบากว่าการเดินเอาปลายเท้าลง
อาหารบำรุงกระดูก
     อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็มที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว
โรคเกี่ยวกับกระดูก มาจากหลายสาเหตุ
1. จากพันธุกรรม
2. จากเชื้อโรค
3. จากสิ่งแวดล้อม
4. จากวัย, อายุที่เพิ่มขึ้น
ระบบผิวหนังหรือระบบห่อหุ้มร่างกาย
(Integumentary system)





 ระบบผิวหนัง

มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดของร่างกายปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดของเราไว้ผิวหนังของผู้ใหญ่คน หนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว มีความหน
ประมาณ 1 – 4 มิลลิเมตรโดยความหนาของผิวหนังจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และบริเวณที่ถูกเสียดสีโดยผิวหนังส่วนที่หนาที่สุด ของร่างกายคือ บริเวณฝ่ามือ และฝ่าเท้าส่วนผิวหนังส่วนที่บางที่สุดของร่างกาย คือบริเวณหนังตา และหนังหู ภายในผิวหนังนั้นมีปลายประสาทรับรู้ความรู้สึกอยู่มากมายเพื่อรับรู้การสัมผัสความเจ็บปวด และอุณหภูมิร้อนเย็นต่าง ๆ นอกจากนี้บนผิวหนังยังมีรูเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า รูขุมขน ซึ่งเป็นรูเปิดของขุมขน ท่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อผิวหนัง สามารถยืดหยุ่นได้มาก และผิวหนังบนร่างกาย
ส่วนใหญ่สามารถเลื่อนไปเลื่อนมาได้แต่ก็มีบางส่วนที่ติดแน่นกับอวัยวะ เช่น หนังศีรษะด้านนอกของใบหูฝ่ามือ และฝ่าเท้าและตามรอยพับของข้อต่อต่าง ๆนอกจากนี้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าจะมีรอยนูนอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะปลายนิ้วมือจะมีสันนูนเรียงกันเป็น ร้อยหวาย หรือรอยก้นหอย ซึ่งรอยนี้จะต่างแตกกันออกไปในแต่ละบุคคล และบริเวณผิวหนังทีกล้ามเนื้อเกาะอยู่ จะเกิดเป็นรอยย่นได้เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการหดตัว เช่นบริเวณใบหน้ามีกล้ามเนื้อยึดติดที่ผิวหนังมากเมื่อแสดอารมณ์โกรธ กลัว ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือเศร้าหมองจะทำให้เกิดร่องรอยบนผิวหนังอย่างเห็นได้ชัด



โครงสร้างของผิวหนัง
Table of Contents

ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้

1. หนังกำพร้า (Epidermis)
เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆโดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อu มาทดแทนเขลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไปนอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง กันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือดเส้นประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น

2.หนังแท้ (Dermis)
เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาทกล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป






หน้าที่ของผิวหนัง


1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับ อันตราย

2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย

3. ขับของเสียออกจากร่างกาย โดยต่อมเหงื่อ ขับเหงื่อออกมา

4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ โดย ระบบหลอดเลือดฝอยและการระเหยของเหงื่อ

5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ

6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสง แดดจะเปลี่ยนไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้

7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผม และขน ให้เป็นเงางามอยู่เสมอและไม่แห้ง




การดูแลรักษาผิวหนัง


ทุกคนย่อมมีความต้องการมีผิวหนังที่สวยงาม สะอาด ไม่เป็นโรคและไม่เหี่ยวย่นเกินกว่าวัย ฉะนั้นจึงควรดูแลรักษาผิวหนังตัวเอง ดังนี้

1. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ โดย

1.1 อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น เพื่อช่วยชำระล้างคราบเหงื่อไคล และความสกปรกออกไป

1.2 ฟอกตัวด้วยสบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ

1.3 ทำความสะอาดให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณใต้รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับ อวัยวะเพศ ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ใต้คาง และหลังใบหู เพราะเป็นที่อับและเก็บความชื้น อยู่ได้นาน

1.4 ในขณะอาบน้ำ ควรใช้นิ้วมือ หรือฝ่ามือ ถูตัวแรงๆ เพราะนอกจากช่วยให้ร่างกายสะอาดแล้ว ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น

1.5 เมี่ออาบน้าเสร็จ ควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่ สะอาด เช็ดตัวให้แห้ง แล้วจึงค่อยสวมเสื้อผ้า

2. หลังอาบน้ำแล้ว ควรใส่เสื้อผ้าที่สะอาด และเหมาะสมกับอากาศและงานที่ปฏิบัติ เช่น ถ้าอากาศ ร้อนก็ควรใส่เสื้อผ้าบาง เพื่อไม่ให้เหงื่อออกมาก เป็นต้น

3. กินอาหารให้ถูกต้องและครบถ้วนตามหลัก โภชนาการ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น พวก น้ำมันตับปลา ตับสัตว์ เนย นม ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียวและใบเหลือง วิตามินเอ จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่เป็นสะเก็ด แห้ง ทำให้เล็บไม่เปราะ และยังทำให้เส้นผมไม่ร่วงง่ายอีกด้วย

4. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง

5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การ หมุนเวียนของเลือดดีขึ้u

6. ควรให้ผิวหนังได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดย เฉพาะเวลาเช้าซึ่งแดดไม่จัดเกินไป และพยายามหลีก เลี่ยงการถูกแสงแดดจ้า เพราะจะทำให้ผิวหนังเกรียม และกร้านดำ

7.ระมัดระวังโนการใช้เครื่องสำอาง เพราะ อาจเกิดอาการแพ้ หรือทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็น อันตรายต่อผิวหนังได้ หากเกิดอาการแพ้ต้องเลิกใช้ เครื่องสำอางชนิดนั้นทันที

8. เมื่อมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์
ระบบไหลเวียนเลือด Cardiovascular System
ระบบไหลเวียนเลือดทำหน้าที่ขนส่งสารต่าง ๆ เช่น อาหารและออกซิเจนไปทั่วร่างกาย และนำของเสียกลับคืนมา ส่วนประกอบสำคัญของระบบนี้มี 3 ส่วน ได้แด่ เลือด เป้นของเหลียวที่นำสารต่าง ๆ เข้าและออกจากเซลล์หลอดเลือดเป็นท่อให้เลือดไหลผ่าน และหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือด

หัวใจ
หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจทำงานต่างจากกล้ามเนื้อชนิดอื่นโดยที่ไม่รู้จักเมื่อยหล้า หัวใจแบ่งเป็น 4 ส่วน เรียกว่าห้องหัวใจ ห้องบนทั้งสองซีกเรียกว่า หัวใจห้องบน (Atria) และห้องล่างทั้งซีกเรียกว่า หัวใจห้องล่าง (ventricle)
การไหลเวียนเลือดภายในหัวใจ





ลิ้นระหว่างห้องหัวใจเป็นลิ้นปิด-เปิดทางเดียว เมื่อเลือดไหลมาจะมีแรงดันใบลิ้นทำให้ลิ้นเปิดออก และปิดกลับอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันมิให้เลือดไหลย้อนกลับ การปิดกระแทกของลิ้นจะทำให้เกิด “เสียงเต้นของหัวใจ” (heart beat)

การไหลเวียนเลือด
การไหลเวีนเลือด 1 รอบ เลือดต้องไหลผ่านหัวใจ 2 ครั้งคือ ครั้งแรกเลือดถูกสูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างขวาไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป จากนั้นเลือดจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ลงสู่ห้องล่างซ้าย แล้วถูกสูบฉีดเพื่อนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วไหลกลับสู่หัวใจเพื่อเริ่มต้นการไหลเวียนรอบใหม่


หลอดเลือด
เลือไหลออกจากหัวใจไปตามหลือดเลือดแดงซึ่งมีผนังแข็งแรงมากจากนั้นหลอดเลือดจะแตกแขนงเล็ก ลงไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหลอดเลือดฝอยซึ่งมีผนังบางเท่าความหนาของเซลล์เดียวเท่านั้น ดังนั้นออกซิเจนและสารต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อเซลล์ภายในร่างกายจึงสามารถะแพร่ผ่านเข้าสู่น้ำเนื้อเยื่อที่อยู่ระหว่างเซลล์ได้อย่างง่ายดาย



เลือด


เลือดประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ลอยอยู่ในของเหลวสีเหลือง ที่เรียกว่า พลาสมา ร่างกายผู้ใหญ่เฉลี่ยแล้วมีเลือดอยูประมาณ 5 ลิตร นอกจากทำหน้าที่ลำเลียงสารต่าง ๆ ไปทั่วร่างกายแล้วเลือดยังช่วยต่อสู้เชื้อโรค รักาบาดแผลและควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย



เม็ดเลือดแดง มีรูปร่างคล้ายจานภายในมีสารสีม่วงแดงเรียกว่า ฮีโมโกลบิน เมื่อเลือดไหลผ่านปอด ฮีโมโกลบินจะจับกับออกซิเจนกลายเป็น ออกซิฮีโมโกลบินซึ่งมีสีแดงสด เมื่อเม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปส่งให้แก่เซล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายแล้ว ออกซีฮีโมโกลบินจะเปลียนกลับมาเป็นฮีโมโกลบินอีกครั้ง
เม็ดเลือดแดงจะตายไปทุก ๆ 4 เดือนและมีเม็ดเลือดแดงใหม่ที่สร้างจากไขกระดูก ในอัตราวินาทีละ 2 ล้านตัวมาทดแทน



เม็ดเลือดขาว มีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ช่วยร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค
เกล็ดเลือด เป็นเศษชิ้นเล็ก ๆ ของเซลล์มีหน้าที่ช่วยห้ามเลือดเมื่อเกิดบาดแผล

การแข็งตัวของเลือด
เมือเลือดไหลออกจากบาดแผล สักครู่หนึ่งจะเห็นเลือดเปลี่ยนเป็นลิ่มคล้ายวุ้น ลิ่มเลือดประกอด้วยไฟบริน โดยมีเกล็ดเลือดเป็นตัวกระตุ้นปฏิกริยา ลิ่มเลือดทำหน้าที่ช่วยห้ามเลือด และป้องกกันมิให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล


หมู่เลือด
หมู่เลือดแบ่งเป็น 4 หมู่ คือ A B O และ AB แต่ละหมู่จะมีแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง และแอนติบอดีในพลาสมา ที่แตกต่างกันไป ในการถ่ายเลือด หมู่เลือดของผู้ให้จะต้องสอดคล้องกับหมูเลือดของผู้รับ

หมู่เลือด แอนติเจน แอนติบอดี หมู่เลือดที่รับได้
A A แอนติ A A และ O
B B แอนติ B B และ O
AB A และ B ไม่มี ให้ได้ทุกหมู่
O ไม่มี แอนติ A แอนติ B ให้ได้เฉพาะ O
ระบบย่อยอาหาร
ทีมงานทรูปลูกปัญญา | 2015-11-24 17:11:20
92752 views
วิทยาศาสตร์ ม.2 สาระ : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
0แชร์
   
ขั้นสอน
ว 1.1 (ม.2/1)..

ความสำคัญของการย่อยอาหาร

อาหารที่สิ่งมีชีวิตบริโภคเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม จะนำเข้าสู่เซลล์ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในรูปของสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก คือ กรดอะมิโน น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กลีเซอรอล และกรดไขมัน นั่นก็คือ อาหาร โมเลกุลใหญ่ที่สิ่งมีชีวิตรับประทานเข้าไป จำเป็นต้องแปรสภาพให้มีขนาดเล็กลง การแปรสภาพของอาหารดังกล่าวเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่อาศัยการทำงานของเอนไซม์ย่อยอาหาร โดยทั่วไปเรียกว่า น้ำย่อย จากนั้นโมเลกุลของสารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ กระบวนการแปรสภาพอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง เรียกว่า การย่อยอาหาร (Digestion)

ระบบย่อยอาหาร (Digestive System)
ระบบย่อยอาหารมีหน้าที่ย่อยอาหารให้ละเอียด แล้วดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
การย่อยอาหาร (Digestion) หมายถึง กระบวนการสลายอนุภาคอาหารให้มีขนาดเล็กสุด จนสามารถดูดซึมเข้าไปในเซลล์ได้
เมื่อมนุษย์รับประทานอาหารเข้าสู่ร่างกาย จะผ่านระบบต่าง ๆ ดังนี้
- ปาก
- หลอดอาหาร
- กระเพาะอาหาร
- ลำไส้เล็ก
- ลำไส้ใหญ่
- ของเสียออกทางทวารหนัก

ขั้นตอนการย่อยอาหาร
การย่อยอาหารมี 2 ขั้นตอน
การย่อยเชิงกล (Mechanical digestion) เป็นกระบวนการทำให้อาหารมีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนที่และการเกิดปฏิกิริยาเคมีต่อไป โดยการบดเคี้ยว รวมทั้งการบีบตัวของทางเดินอาหาร ยังไม่สามารถทำให้อาหารมีขนาดเล็กสุด จึงไม่สามารถดูดซึมเข้าเซลล์ได้
การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุด โดยการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่าง อาหาร กับ น้ำ โดยตรง และจะใช้เอนไซม์หรือน้ำย่อยเข้าเร่งปฏิกิริยา
ผลจากการย่อยทางเคมีเมื่อถึงจุดสุดท้าย จะได้สารโมเลกุลเล็กที่สุดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ ซึ่งอาหารที่ต้องมีการย่อย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ส่วนเกลือแร่ และวิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหาร
1. ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland) ผลิตน้ำย่อยอะไมเลส (Amylase) หรือไทยาลิน (Ptyalin) ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลมอลโทส
2. กระเพาะอาหาร (Stomach) ผลิต น้ำย่อยเพปซิน ย่อยโปรตีนให้เป็นโปรตีนสายสั้น (เพปไทด์) และ น้ำย่อยเรนนิน ย่อยโปรตีนในนมให้เป็นโปรตีนเป็นลิ่ม ๆ
3. ลำไส้เล็ก (Small Intestine) ผลิต น้ำย่อยมอลเทส ย่อยน้ำตาลมอลโทสให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคส น้ำย่อยซูเครส ย่อยน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรักโทส น้ำย่อยแลกเทส ย่อยน้ำตาลแลกโทสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลกาแลกโตส น้ำย่อยอะมิโนเพปทิเดส ย่อยโปรตีนสายสั้นให้เป็นกรดอะมิโน
4. ตับ (Liver) ผลิตน้ำดี ย่อยไขมันให้เป็นไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ
5. ตับอ่อน (Pancreas) ผลิตน้ำย่อยลิเพส ย่อยไขมันแตกตัวให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล น้ำย่อยทริปซิน ย่อยโปรตีนให้เป็นพอลิเพปไทด์และไดเพปไทด์ น้ำย่อยคาร์บอกซิเพปพิเดส ย่อยเพปไทด์ให้เป็ฯกรดอะมิโน น้ำย่อยอะไมเลส ย่อยเช่นเดียวกับน้ำย่อยอะไมเลสในปาก

ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลาย (Silvary Gland) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) ต่อมน้ำลายของคนมีอยู่ 3 คู่ คือ
1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Gland) 1 คู่
2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง (Submandibulary Gland) 1 คู่
3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland) 1 คู่
ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีเอนไซม์อะไมเลส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารจำพวกแป้งเท่านั้น

ความสำคัญของน้ำลาย
- เป็นตัวหล่อลื่น และทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน เรียกว่า โบลัส (Bolus)
- ช่วยทำความสะอาดปากและฟัน
- มีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้ง
- ช่วยทำให้ปุ่มรับรสตอบสนองต่อรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขมได้ดี

การย่อยในปาก
เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้น ๆ ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล และถูกย่อยต่อไปจนเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ คือ มอลโตส

ประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่อัดกันหนามาก ด้านในมีลักษณะเป็นสันช่วยในการบดอาหารให้มีขนาดเล็กลงอีก ผนังด้านในสามารถสร้างเอนไซม์เพปซิโนเจน (Pepsinogen) และกรดไฮโดรคลอริกหรือกรดเกลือ (HCI) เพปซิโนเจนจะถูกกรดเกลือเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นเอนไซม์เพปซิน (Pepsin) ซึ่งมีความสามารถในการย่อยโปรตีนให้มีโมเลกุลเล็กลง เรียก่า เพปไทด์ (Peptide) แต่ยังไม่สามารถดูดซึมได้
การย่อยในกระเพาะอาหาร

อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ โดยน้ำย่อยเพปซิน ซึ่งย่อยพันธะบางชนิดของเพปไทด์เท่านั้น ดังนั้นโปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยส่วนใหญ่จึงเป็นพอลิเพปไทด์ที่สั้นลง ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน (Casein) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้ว รวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่ม ๆ จากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป
ในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้น ๆ
กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้ แต่ปริมาณน้อยมาก เช่น น้ำ แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี
อาหารโปรตีน เช่น เนื้อวัว ย่อยยากกว่าเนื้อปลา ในการปรุงอาหารเพื่อให้ย่อยง่าย อาจใช้การหมักหรือใส่สารบางอย่างลงไปในเนื้อสัตว์เหล่านั้น เช่น ยางมะละกอ หรือสับปะรด

ลำไส้เล็ก
เป็นทางเดินอาหารส่วนที่ยาวมาก แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ดูโอดีนัม เจจูนัม และไอเลียม ที่ผนังลำไส้เล็กสามารถสร้างน้ำย่อยขึ้นมาได้ ซึ่งมีหลายชนิด นอกจากนั้นที่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม ยังได้รับน้ำย่อยจากตับอ่อน และน้ำดีมาจากตับ น้ำย่อยจากตับอ่อนมีหลายชนิดที่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมันได้
การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
1.ย่อยน้ำตาลโมเลกุลคู่ ให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ดังนี้
- มอลโทส โดยเอนไซม์มอลเทส ได้กลูโคส 2 โมเลกุล
- ซูโครส โดยเอนไซม์ซูเครส ได้กลูโคส และฟรักโทส
- แลกโทส โดยเอนไซม์แลกเทส ได้กลูโคส และกาแลกโทส
2. ย่อยสารอาหารโปรตีนต่อจากกระเพาะอาหาร ได้แก่ เพปไทด์โดยเอนไซม์ทริปซินได้กรดอะมิโน ซึ่งเป็นโปรตีนโมเลกุลเดี่ยว
3. ย่อยไขมัน โดยเอนไซม์ ลิเพส จะย่อยไขมันโมเลกุลเล็ก ( emulsified fat ) ให้เป็นไขมันโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กรดไขมันและกลีเซอรอล

การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก
การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะยาวพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส (Villus) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส (Microvillus) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด

การดูดซึมในลำไส้ใหญ่
การดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้วส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ผนังลำไส้เล็ก ส่วนอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือย่อยไม่ได้ เช่น เซลลูโลส ก็จะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ ส่วนต้นของลำไส้ใหญ่มีไส้เล็ก ๆ ปลายตัน เรียกว่า ไส้ติ่ง ไส้ติ่งของคนไม่ได้ทำหน้าที่อะไรแต่ก็อาจเกิดการอักเสบถึงกับต้องผ่าตัดไส้ติ่งออกไป ซึ่งอาจเกิดจากการอาหารผ่านช่องเปิดลงไป หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไส้ติ่งเกิดการอุดตัน อาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียอยู่จำนวนมาก ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากกากอาหารนี้ นอกจากนั้นแบคเทีเรียบางชนิดยังสังเคราะห์ วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเค วิตามินบี 12 เซลล์ที่บุผนังลำไส้ใหญ่ สามารถดูดน้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคสจากกากอาหารเข้ากระแสเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ จึงทำให้กากอาหารข้นขึ้น จนเป็นก้อนกากอาหารจะผ่านไปถึงไส้ตรง ท้ายสุดของไส้ตรงเป็นกล้ามเนื้อหูรูดแข็งแรงมาก มีลักษณะเป็นวงรอบปากทวารหนักทำหน้าที่บีบตัวในการขับถ่าย และผนังภายในลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหล่อลื่นก้อนอาหาร

น้ำดี (Bile) สร้างจากตับ (Liver) แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ ถุงน้ำดี (Gall Bladder) ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว (น้ำดีไม่มีน้ำย่อย) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ
1. เกลือน้ำดี (Bile Salt) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน (Fat) แตกตัวเป็นหยดเล็ก ๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็ก ๆ เรียกว่า อีมัลชั่น (Emulsion) จากนั้นถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล
2. รงควัตถุน้ำดี (Bile Pigment) เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) โดยตับเป็นแหล่งทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวบรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี (Bile Pigment) คือ บิริรูบิน (Bilirubin) จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาลโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดเป็นใสในอุจจาระ
3. โคเรสเตอรอล (Cholesterol) ถ้ามีมาก ๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี เกิดโรคดีซ่าน (Janudice) มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง
บทที่ 10 ระบบขับถ่ายปัสสาวะ
ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นระบบหนึ่งในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการขับของเสีย หรือขับสารพิษออกจากร่างกาย เพื่อควบคุมภาวะร่างกายให้คงที่ (homeostasis) การผลิตน้ำปัสสาวะจะเป็นตัวนำพาของเสีย หรือสิ่งที่เป็นพิษโดยเฉพาะสารประกอบไนโตรเจน (nitrogenous compound) ออกจากร่างกาย จึงช่วยรักษาสมดุลของของเหลว และ อิเล็คโตรไลท์ หรือ อิออนของแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อ และ ช่วยควบคุมความดันเลือด    โดยการหลั่งฮอร์โมนเรนนิน (rennin) และ สังเคราะห์ฮอร์โมนอิริโทรปอยด์ติน (erytropoitin)  ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และยังเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ด้วย
การขับถ่ายปัสสาวะอาจจัดว่าเป็นการขับถ่ายของเสียที่สำคัญที่สุดของร่างกาย โดยเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหลว จึงมีผลให้ร่างกายต้องมีการสูญเสียน้ำในปริมาณมากตามมาด้วย เนื่องจากน้ำถูกใช้เป็นตัวทำละลายเพื่อนำพาเอาของเสียออกจากร่างกาย โครงสร้างของระบบขับถ่ายปัสสาวะประกอบด้วยไต (kidneys) 1 คู่ ท่อไต หรือหลอดปัสสาวะ (ureters) 1 คู่ กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) และท่อปัสสาวะ (urethra)
1.ไต (kidneys)

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ในสัตว์เลี้ยงทุกชนิดมีไตอยู่ 1 คู่ อยู่ภายนอกช่องท้อง (peritoneal cavity) และมีตำแหน่งอยู่ติดกับกระดูกสันหลังส่วนเอว เนื้อไตของสัตว์เลี้ยงมีสีน้ำตาลแดง ถูกครอบคลุมอยู่โดยรอบด้วยเนื้อเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า เยื่อไต (renal capsule) ยกเว้นส่วนที่มีลักษณะเว้าเข้าไป เรียกว่า รีนัลไฮลัส (renal hilus) ซึ่งเป็นจุดที่เส้นเลือด เส้นประสาท และท่อไต หรือหลอดปัสสาวะผ่านเข้าออกจากไตเท่านั้น ลักษณะรูปร่างของไตในสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป ไตของสุกร สุนัข แมว จะมีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว และมีผิวเรียบ ไตของสุกรจะมีลักษณะแบนกว่าไตของสุนัขและแมว แต่ไตของโคจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ ผิวด้านนอกจะมีร่อง และแบ่งเนื้อไตออกเป็นกลีบๆ (segment or lobe) ส่วนม้าจะมีไตรูปร่างคล้ายกับรูปหัวใจ โดยทั่วไปไตข้างขวาจะมีขนาดใหญ่กว่าไตข้างซ้าย
เนื่องจากระบบการขับถ่ายปัสสาวะเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำปัสสาวะ และ การขับถ่ายน้ำปัสสาวะ ซึ่งเป็นระบบการขับถ่ายของเสียจากร่างกายในรูปของเหลว การทำงานของระบบปัสสาวะจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นของเหลวที่อยู่ภายนอกเซลล์และไหลเวียนอยู่ภายในหัวใจและหลอดเลือดหรือเส้นเลือด เลือดจะเป็นตัวพาสารต่างๆที่ร่างกายต้องการที่จะขับออกไปที่ไต เพื่อให้ไตทำหน้าที่กรองสารที่ไม่ต้องการเหล่านี้ออกจากเลือด พร้อมทำการผลิตน้ำปัสสาวะ และขับออกในรูปน้ำปัสสาวะซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลว

หน้าที่ของไต คือ
– สร้างน้ำปัสสาวะซึ่งเกิดจากการกรองเลือดที่ไต โดยของเสียส่วนใหญ่เป็นของเสียที่เกิดจากขบวนการเมตาโบลิซึมของเซลล์
– เกี่ยวข้องกับการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย เนื่องจากการขับถ่ายปัสสาวะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ในน้ำปัสสาวะ และเป็นตัวทำละลายสำหรับสารต่างๆ เช่น ยูเรีย(urea) และ ครีเอทีน (creatine) ที่เป็นของเสียจากขบวนการเมตาโบลิซึมที่ร่างกายต้องการขับออก ไตจึงเป็นตัวควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายไม่ให้มีการขับน้ำออกมากเกินไป โดยการควบคุมของฮอร์โมนแอนตี้ไดยูเรดติกฮอร์โมน หรือเอดีเอช (antidiuretic hormone , ADH) ที่สังเคราะห์จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า   และ อัลโดสเตอโรน (aldosterone) ที่สังเคราะห์จากต่อมหมวกไตส่วนนอก
– ควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย ด้วยการควบคุมสมดุลของกรด-ด่างในน้ำเลือด โดยทั่วไปในเลือดมีค่า pH ประมาณ 7.4 ซึ่งเป็นระดับที่เซลล์ในร่างกายสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ             แต่การที่เลือดมี pH เป็นด่างมากเกินไป (alkalosis) หรือ มี pH เป็นกรดมากเกินไป (acidosis) จะมีผลให้การทำงานของเซลล์มีประสิทธิภาพลดลง
– ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย (electrolyte balance) โดยการขับแร่ธาตุส่วนที่มีมากเกินความต้องการออก และดูดกลับแร่ธาตุส่วนที่ร่างกายมีความต้องกลับเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดไต
– สังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนฮอร์โมนอิริโทรปอยด์ติน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง (erythropoiesis) และฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการควบคุมความดันของเลือด คือ ฮอร์โมนเรนนิน (renin)
– เกี่ยวกับการทำลายสารพิษ (detoxification) เพื่อช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย โดยการเปลี่ยนสารพิษบางชนิดให้เป็นสารที่มีพิษน้อยลง หรือเปลี่ยนให้เป็นสารที่ไม่มีพิษ แล้วขับออกจากร่างกาย
– ทำหน้าที่ผลิตไวตามินดีที่ทำงานได้ (active vitamin D or 1, 25 Dihydroxycholocalciferal)  เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอิออนที่ผนังลำไส้เล็ก
1.1 กายวิภาคของไต (anatomy of kidney)
          เมื่อนำไตมาผ่าตามความยาวจะแบ่งไตออกได้เป็น 2 ส่วน เนื้อไตในแต่ละส่วนจะเห็นได้ว่ามีสีที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สามารถแยกออกได้เป็น 2 ส่วนคือ
o เนื้อไตชั้นนอก (renal cortex) เป็นส่วนของเนื้อไตที่อยู่ติดกับเปลือกหุ้มไต (renal capsule) เนื้อไตมีสีน้ำตาลแดง หรือสีเหลืองปนแดงจะเป็นบริเวณที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมาก ส่วนของเส้นเลือดแดงที่มาหล่อเลี้ยงเนื้อไต เป็นกลุ่มของเส้นเลือดแดงฝอยที่มาจัดเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม เรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) มีกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนของเส้นเลือดที่เข้ามาในโกลเมอรูรัส เรียกว่า แอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (afferent arteriole) เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากโกลเมอรูลัส เรียกว่า เอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (efferent arteriole) โดยแอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอ (afferent arteriole) จะมีขนาดใหญ่กว่า เอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (efferent arteriole) รอบๆ โกลเมอรูลัสแต่ละอันจะมีถุงหุ้มอยู่ เพื่อรองรับน้ำปัสสาวะหรือน้ำที่กรองได้จากเลือด ส่วนของถุงหุ้มเราเรียกว่า โบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule) ถุงหุ้มนี้จะต่อโดยตรงกับหลอดไตส่วนต้น (proximal convoluted tubules)
o เนื้อไตชั้นใน (renal medulla) เป็นส่วนเนื้อไตที่อยู่โดยรอบกรวยไต (renal pelvis) มีผิวเรียบส่วนนอกมีสีน้ำตาลเข้ม และมีลักษณะคล้ายแถบรังสีที่แผ่ยื่นเข้าไปในเนื้อไตชั้นนอก แต่ส่วนเนื้อไตชั้นในที่ติดกับกรวยไตจะมีสีซีดกว่า และมีหลอดไตขนาดต่างๆ เรียงตัวกันหนาแน่น โดยหลอดไตรวม (collecting tubules) จะเรียงตัวขนานกันเป็นกลุ่มๆคล้ายกับรูปปิรามิด หรือคล้ายกับรูปสามเหลี่ยม   ทำให้เกิดเป็นกลีบไตที่มีลักษณะคล้ายกับรูปปิรามิด (renal pyramid) แต่ด้านฐานของรูปสามเหลี่ยมจะอยู่ทางด้านนอก หรือฐานของรูปสามเหลี่ยมจะติดกับเนื้อไตส่วนนอก ส่วนยอดแหลมของสามเหลี่ยม เรียกว่า รีนัลพาพิล่าร์  (renal papilla) เป็นบริเวณที่มีรูเล็กๆปรากฏอยู่มากมาย โดยรูเล็กๆเหล่านี้จะเป็นรูเปิดของหลอดไตขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นทางผ่านของปัสสาวะเพื่อเข้าสู่ช่องว่างที่รองรับอยู่ที่ปลายของรีนัลพาพิวลาร์  (renal papilla) แต่ละอัน ช่องว่างนี้เรียกว่าไมเนอเคลิกส์ (minor calyx) โดยไมเนอเคลิกส์จำนวน 2-3 อันจะรวมกันแล้วเปิดเข้าสู่ช่องว่างที่มีขนาดใหญ่กว่า เรียกว่าเมเจอร์เคลิกส์ (major calyx) ซึ่งจะเป็นช่องว่างที่รวบรวมน้ำปัสสาวะจากไมเนอเคลิกส์แล้วส่งต่อไปยังท่อไต (ureters) โดยผ่านส่วนของกรวยไต (renal pelvic) ในสัตว์เลี้ยงบางชนิดเช่นในม้าเนื้อไตจะไม่มีส่วนของไมเนอเคลิกส์ปรากฏให้เห็น น้ำปัสสาวะที่ผลิตได้จากหลอดไตจึงไหลผ่านเข้าสู่กรวยไตโดยตรง แต่ในสัตว์บางชนิดเช่นโคจะไม่มีส่วนของกรวยไต เนื่องจากลักษณะไตของโคจะแยกออกเป็นกลีบๆอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนรวบรวมน้ำปัสสาวะ หรือ เคลิกส์ เมื่อหลอดไตผลิตน้ำปัสสาวะได้จะส่งผ่านรูในส่วนของรีนัลพาพิล่าร์  (renal papilla) แล้วส่งต่อไปที่ท่อไต เพื่อส่งผ่านน้ำปัสสาวะและนำไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะต่อไป

โครงสร้างของไต

1.2 จุลกายวิภาคของไต (microscopic anatomy)
เนื้อไตแต่ละข้างจะมีหน่วยย่อยๆที่เป็นหน่วยทำหน้าที่ที่เล็กที่สุดของไต (funtional unit) เรียกว่าเนฟอรน (nephron)  ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำปัสสาวะ  เนฟรอนจะพบได้ทั้งในเนื้อไตส่วนนอกและเนื้อไตส่วนใน แต่ละหน่วยย่อยจะทำหน้าที่ผลิตน้ำปัสสาวะ แล้วส่งมารวมกันที่ท่อไตหรือหลอดปัสสาวะเพื่อส่งต่อไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ  สัตว์แต่ละชนิดจะมีจำนวนเนฟรอนแตกต่างกันไป เช่น    ในสุกรมีเนฟรอน 1,000,000 เนฟรอน แต่ในโคมีจำนวน 4,000,000 เนฟรอน ภายในเนฟรอนประกอบด้วย 2 ส่วนคือ รีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle or malpighian corpuscle) และหลอดไต (renal tubule)
1) รีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle or malpighian corpuscle) คือ เนฟรอนที่พบในเนื้อไตส่วนนอกเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยกระจุกเส้นเลือดฝอยที่แตกมาจากแอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอ (afferent arteriole) มักนิยมเรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) แทนคำว่ารีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle) และส่วนของโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule) ที่เป็นส่วนของหลอดไต (renal tubule) ที่มีลักษณะปลายตัน มีรูปร่างคล้ายรูปถ้วย ทำหน้าที่ห่อหุ้มกระจุกเส้นเลือดฝอย หรือ โกลเมอรูลัสเอาไว้ ส่วนโบว์แมนส์แคบซูลจะมีผนัง 2 ชั้น ชั้นในจะติดกับโกลเมอรูลัส ส่วนชั้นนอกจะเป็นรูปทรงกลม และอ้อมไปต่อกับหลอดไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule) ระหว่างชั้นทั้งสองจะเป็นช่องว่างสำหรับให้สิ่งที่กรองได้จากโกลเมอรูลัส (glomerulus filtrate) หรือน้ำกรองจากเลือดให้ไหลผ่านออกมาเข้าทางหลอดไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule) ต่อไป
2) หลอดไต (renal tubule) พบอยู่ในเนื้อไตชั้นนอกและเนื้อไตชั้นใน ประกอบด้วยท่อขนาดเล็กที่ไม่มีแขนงแยกออกมาจากความยาวของท่อ แบ่งเป็นส่วนต่างๆ โดยจุดเริ่มต้นของท่อขนาดเล็กนี้ต่อเนื่องมาจากช่องว่างของโบว์แมนส์แคบซูล สิ่งที่กรองได้จากโกลเมอรูลัสจะไหลผ่านมาตลอดความยาวของท่อนี้ ในระหว่างที่ไหลผ่านท่อจะมีการมีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารที่เป็นองค์ประกอบภายในน้ำกรองจนได้น้ำปัสสาวะที่แท้จริง ท่อของหลอดไตประกอบด้วย 4 ส่วนคือ
       ก. หลอดไตส่วนต้น (Proximal convoluted tubule) เป็นหลอดไตที่มีลักษณะเป็นท่อต่อออกมาจากช่องว่างของโบว์แมนส์แคบซูล เป็นส่วนของท่อที่มีขนาดยาวและกว้างที่สุดในเนฟรอน จะพบท่อชนิดนี้มากในเนื้อไตส่วนนอก หลอดไตส่วนต้นมีลักษณะขดไปมา ผนังด้านในของท่อเป็นเซลล์เยื่อบุผิวที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมลูกบากศ์ ที่มีขนคล้ายแปรงยื่นเข้าไปในช่องว่างของท่อ เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารที่ได้จากการกรอง หลอดไตส่วนนี้จะทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำกลับจากน้ำกรองจากเลือดที่ได้ผ่านส่วนของโกลเมอรูลัสแล้ว หลอดไตส่วนนี้จะดูดซึมน้ำกลับได้ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้แร่ธาตุและสารอื่น ๆ ก็สามารถดูดซึมผ่านผนังของท่อส่วนนี้ได้เช่นกัน ได้แก่ โซเดียมอิออน คลอไรด์อิออน แคลเซี่ยมอิออน โพแตสเซียมอิออน ฟอสฟอรัสอิออน ไวตามินซี กรดอะมิโนบางชนิด และ กลูโคส เป็นต้น นอกจากจะมีการดูดซึมน้ำ และสารอื่น ๆ กลับเข้าสู่เส้นเลือดแดงฝอยที่ต่อมาจากเส้นเลือดที่ออกจากโกลเมอรูลัส และพันหุ้มหลอดไตส่วนนี้แล้ว บริเวณนี้ยังสามารถขับสารบางอย่างเช่น ครีเอทีน ไอโอดีน และ ยาเพนนิซิลินออกจากหลอดไต เพื่อเข้าสู่น้ำกรองได้ด้วย
       ข.ห่วงหลอดไต (loop of Henle or Henle’s loop) เป็นหลอดไตที่มีลักษณะเป็นรูปห่วง หรือเป็นรูปตัวยูมีขนาดสั้นบ้างยาวบ้าง ทอดตัวลงมาในเนื้อไตส่วนใน มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหลอดไตส่วนต้นและหลอดไตส่วนปลาย พบได้ทั้งในเนื้อไตส่วนนอกและเนื้อไตส่วนใน แบ่งเป็น 2 ส่วน ตามลักษณะรูปร่างของเซลล์เยื่อบุผิว คือ ส่วนของห่วงหลอดไตที่มีผนังบาง (thin segment of Henle’s loop)  เป็นส่วนของท่อที่มีขนาดเล็กทอดตัวเข้าไปในเนื้อไตส่วนใน มีเซลล์เยื่อบุผิวเป็นชนิดเซลล์รูปเกล็ด หรือรูปสี่เหลี่ยมแบนบาง (squamous epithelial cell) ส่วนของห่วงหลอดไตที่มีผนังหนา (thick sement of Henle’s loop) เป็นส่วนของท่อของหลอดไตที่มีขนาดใหญ่กว่า และเป็นท่อทางด้านปลายของรูปตัวยู หรือตรงปลายห่วงหลอดไต เซลล์เยื่อบุมีรูปร่างเป็นรูปลูกบาศก์ (cuboidal epithelial cell) หลอดไตส่วนนี้สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ และสามารถดูดซึมโซเดียมอิออนและคลอไรด์อิออนกลับได้เช่นกัน โดยทั่วไปของเหลวที่อยู่ในส่วนนี้จะเป็นของเหลวที่มีความเข้มข้นมากที่สุดในหลอดไต โดยเฉพาะของเหลวที่อยู่ตรงส่วนล่างสุด หรือส่วนที่อยู่ใกล้กับเนื้อไตส่วนในมากที่สุด


ส่วนประกอบของเนฟรอน
        ค.หลอดไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) เป็นหลอดไตที่มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ สั้น ๆ ต่อมาจากห่วงหลอดไตและพบอยู่ในเนื้อไตส่วนนอก ลักษณะของท่อมีการขดไปมาน้อยกว่าส่วนของหลอดไตส่วนต้น มีตำแหน่งระหว่างส่วนปลายของห่วงหลอดไตที่มีผนังหนา (thick sement of Henle’s loop) และหลอดไตรวม (collecting tubule) ปลายของหลอดไตส่วนปลาย (arch tubules) หลาย ๆ อันจะมาเปิดอยู่ที่หลอดไตรวมที่มีลักษณะเป็นท่อตรง (straight collecting tubules) บริเวณหลอดไตส่วนปลายสามารถดูดซึมน้ำกลับได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และมีการดูดซึมโซเดียมอิออนและคลอไรด์อิออนได้บ้าง รวมทั้งสามารถหลั่งหรือขับสารต่าง ๆ กลับเข้าสู่ท่อไตได้ เช่น แอมโมเนียมอิออน ไฮโดรเจนอิออน และโพแตสเซี่ยมอิออน เป็นต้น
       ง.หลอดไตรวม (collecting tubule) เป็นหลอดไตที่มีท่อขนาดใหญ่  พบได้ทั้งในเนื้อไตส่วนนอกและเนื้อไตส่วนใน ที่หลอดไตรวมที่มีลักษณะเป็นท่อตรง (straight collecting tubules) ซึ่งเป็นหลอดไตรวมที่อยู่ในเนื้อไตส่วนนอก จะมีปลายของหลอดไตส่วนปลาย (arch tubules) หลาย ๆ ท่อมาต่อกัน  และหลอดไตรวมส่วนนี้หลายๆท่อจะรวมกันเป็นรีนัลพาพิล่าร์  (renal papilla) ซึ่งตรงปลายจะมีรูให้น้ำปัสสาวะไหลลงสู่ไมเนอเคลิกส์ (minor calyx) เมเจอร์เคลิกส์ (major calyx) และผ่านเข้ากรวยไต (renal pelvis) ต่อไป ส่วนของหลอดไตรวมสามารถดูดซึมน้ำกลับได้ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งมีการขับสารต่างๆ เช่น โพแตสเซี่ยมอิออน และไฮโดรเจนอิออนเข้าสู่ท่อไตส่วนนี้ได้
เนฟรอนที่มีอยู่ในเนื้อไตทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เนฟรอนที่มีโกลเมอรูลัสในส่วนเนื้อไตส่วนนอกใกล้กับเปลือกหุ้มไตเรียกว่า คอร์ติคัลเนฟรอน (cortical nephron) ส่วนเนฟรอนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า จุกส์ต้าเมดดูล่าร์รี่เนฟรอน (juxtamedullary nephron) เป็นเนฟรอนที่พบอยู่ใกล้กับเนื้อไตส่วนในหรือ เนฟรอนที่พบอยู่ใกล้กรวยไต (renal pelvis) เนฟรอนทั้งสองชนิดนี้ทำหน้าที่สำคัญในการกรองเลือด และดูดซึมหรือขับสารบางอย่างเพื่อผลิตเป็นน้ำปัสสาวะเข้าสู่หลอดไต โดยส่วนที่ทำให้เกิดการกรองเลือด คือส่วนของรีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle or malpighian corpuscle) หรือ โกลเมอรูลัส (glomerulus)
หน้าที่ของหลอดไตในเนฟรอน ได้แก่ การดูดซึมสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายกลับเข้าระบบเลือด (tubular reabsorption) และการขับสารที่ไม่ต้องการออกจากระบบเลือด (tubular secretion) การทำหน้าที่ทั้งสองอย่างนี้ของเนฟรอนจะใช้กลไกในการดูดซึมได้ทั้งกลไกที่ไม่ใช้พลังงาน และกลไกที่ต้องใช้พลังงาน

การดูดซึมสารกลับ และการหลั่งสารระหว่างหลอดไตและเส้นเลือดฝอย
1.3 การผลิตน้ำปัสสาวะ (urine production)
การผลิตน้ำปัสสาวะในส่วนของเนฟรอน เป็นกลไกการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกจากเลือดโดยการสร้างเป็นน้ำปัสสาวะ ที่มีกระบวนการพื้นฐาน 3 ขั้นตอน คือ การกรองเลือดที่ส่วนโกลเมอรูลัส (glomerulus filtration) เกิดขึ้นที่บริเวณโกลเมอรูลัส หรือกระจุกเส้นเลือดแดงฝอยที่เนื้อไต ซึ่งเป็นหน้าที่ของโกลเมอรูลัสโดยตรง การดูดสารกลับที่หลอดไต (tubular reabsorption) และการหลั่ง หรือการขับสารเพิ่มเข้าไปในหลอดไต (tubular secretion) ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของหลอดไต
o การกรองเลือด (fitration of the blood) การผลิตน้ำปัสสาวะเริ่มต้นจากการกรองเลือดที่ส่วนกระจุกเส้นเลือดฝอยที่โกลเมอรูลัส โดยเลือดจะไหลเข้าสู่โกลเมอรูลัสผ่านทางแอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (afferent arteriole) จากนั้นเลือดจะถูกกรองโดยเส้นเลือดฝอยของโกลเมอรูลัส โดยอาศัยความแตกต่างของความดันที่เกิดขึ้นที่ผนังเส้นเลือดของโกลเมอรูลัส และผนังบางๆของโบว์แมนส์แคปซูล (Bowman’s capsule) ความดันของเส้นเลือดฝอยจะดันให้เลือดไหลผ่านรูเล็กๆของผนังเส้นเลือดฝอย และผ่านเข้าไปยังโบว์แมนส์แคปซูล การกรองแบบนี้เป็นการกรองสารแบบไม่ต้องใช้พลังงาน (passive process) ของเหลวที่ได้จากการกรองผ่านที่โบว์แมนส์แคปซูล (glomerulus filtrate) หรือน้ำกรองจากเลือดจะถูกส่งต่อไปตามหลอดไตส่วนต่างๆ เพื่อจะผ่านการดูดกลับและ/หรือการขับสารเพิ่มเข้าไปในน้ำกรองที่ได้จากเลือดในหลอดไตส่วนต่าง ๆ ต่อไป
โดยปกติเส้นเลือดฝอยที่พบระหว่างเส้นเลือดแดงอาร์เทอริโอล และเส้นเลือดดำเวนูลจะมีความดันของเลือดดำมาก แตกต่างจากความดันเส้นเลือดฝอยของโกลเมอรูลัสที่มีค่าความดันสูง ประมาณ 30% ของค่าความดันที่พบในเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า (aorta) ความดันเลือดที่สูงนี้จะดันให้น้ำเลือดในเส้นเลือดฝอยผ่านผนังเส้นเลือดเข้ามาอยู่ในช่องว่างของโบว์แมนส์แคปซูล ของเหลวที่กรองผ่านโบว์แมนแคปซูลมีลักษณะคล้ายกับของเหลวที่พบในน้ำเลือด ยกเว้นไม่มีโปรตีนและเซลล์เม็ดเลือดแดง เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลใหญ่ไม่สามารถผ่านผนังของเส้นเลือดฝอยได้
อัตราการกรองผ่านโกลเมอรูลัส (glomerulus fitration rate)
เป็นค่าที่ใช้ในการอธิบายถึงความเร็วในการถูกกรองของเลือดขณะที่ผ่านโกลเมอรูลัส ค่าอัตราการกรองผ่านโกลเมอรูลัสนี้จะมากหรือน้อยขึ้นกับอัตราของเลือดที่ไหลผ่านมาที่ไต มีหน่วยเป็นมิลลิลิตรต่อนาที (มล./นาที) ความดันต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการกรองน้ำเลือดในแอฟเฟอเรนอาร์เทอริโอล (afferent arteriole) ในส่วนโกลเมอรูลัส (glomerulus) ได้แก่ ความดันที่เส้นเลือดแดงฝอยของโกลเมอรูลัส จะดันให้เลือดผ่านจากผนังโกลเมอรูลัสเข้าสู่ช่องว่างในโบว์แมนส์แคปซูล (Bowman’s capsule)  อาจเรียกว่า บรัทไฮโดรสแตติกเพรสเชอร์ (blood hydrostatic pressure) ซึ่งเป็นแรงดันที่จะดันน้ำเลือดออกจากส่วนโกลเมอรูลัส นอกจากนี้ยังมีความดันของโปรตีนในเลือด คือโปรตีนอัลบูมิน (albumin) ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ และไม่สามารถผ่านรูที่ผนังของเส้นเลือดฝอยที่โกลเมอรูลัสได้ โดยโปรตีนอัลบูมิน (albumin) จะมีคุณสมบัติในการดูดน้ำไว้ในตัวเองทำให้เกิดความดันเรียกว่าความดันออสโมติก (osmotic pressure) หรือคอลลอยด์ดอลออสโมติกเพรสเชอร์ (colloidal osmotic pressure) ความดันนี้จะมีทิศทางที่สวนทางบรัทไฮโดรสแตติกเพรสเชอร์ (blood hydrostatic pressure) และ ความดันในโบว์แมนส์แคปซูล (Bowman’s capsule) หรือความดันในช่องว่างของโบว์แมนส์ (Bowman’s space) เป็นต้น ดังนั้นจึงสามารถหาค่าความดันในการกรองน้ำปัสสาวะได้จากสูตร
ความดันสุทธิ = a – (b+c)
a = blood Hydrostatic pressure
b = colloidal osmotic pressure
c = hydrostatic pressure ที่ Bowman’s capsule
ดังนั้นการผลิตปัสสาวะจะเกิดขึ้นได้ เมื่อค่า a ต้องมีค่าสูงกว่าค่า b และ c และค่า a ต้องสูงกว่าความดันสุทธิ เมื่อค่า a ลดลงเนื่องจากความดันเลือดที่เข้าในโกลเมอรูลัสลดลง ซึ่งจะทำให้การผลิตปัสสาวะมีปริมาณลดลงด้วย
o การดูดกลับของสารที่หลอดไต (tubular reabsorption)
เป็นขบวนการที่ร่างกายดูดซึมกลับสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และร่างกายจำเป็นต้องเก็บไว้ใช้ เช่นโซเดียมอิออน คลอไรด์อิออน โพแตสเซียมอิออน แคลเซียมอิออน และน้ำ โดยการดูดกลับจากน้ำกรองที่ได้จากโกลเมอรูลัส (glomerulus filtrate)  โดยดูดซึมผ่านผนังของหลอดไตส่วนต้น เพื่อเข้าสู่เส้นเลือดดำฝอยที่พันรอบๆหลอดไต โดยสารที่ถูกดูดซึมเหล่านี้จะเข้าไปรวมกับสารอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกกรอง ผ่านเส้นเลือดแดงเอฟเฟอเรนต์อาร์เทอริโอล (efferent arteriole) แล้วผ่านออกจากไตเข้าไปสู่ระบบไหลเวียนของเลือดผ่านเส้นเลือดดำรีนัลเวน (renal vein)
หลอดไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule)  คือ ส่วนแรกของหลอดไตที่ของเหลวหรือน้ำกรองจากเลือดไหลผ่านเข้ามา ส่วนประกอบของของเหลวที่ได้จากการกรองผ่านช่องว่างของโบว์แมนส์แคปซูล (glomerulus filtrate) จะคล้ายกับน้ำเลือด แต่มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 93-94 % นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นเช่น  ฮอร์โมน กลูโคส  กรดอะมิโน แร่ธาตุ และของเสียที่ร่างกายต้องการขับออก เช่น ยูเรีย ในขณะที่น้ำกรองจากเลือด (glomerulus fitrate) ไหลผ่านมาที่หลอดไตส่วนต้นจะเรียกว่าของเหลวที่กรองในหลอดไต (tubular fitrate) น้ำกรองนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบไปบางส่วนทันที โดยการดูดซึมกลับของสารต่างๆที่ชั้นเซลล์เยื่อบุของหลอดไตผ่านขบวนการแพร่ (diffusion) และ กลไกที่ต้องใช้พลังงาน (active transport)  เซลล์เยื่อบุของหลอดไตส่วนต้นจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำให้แตกต่างจากหลอดไตส่วนอื่น ลักษณะเซลล์จะเป็นเซลล์รูปสี่เหลี่ยมที่มีขน ลักษณะคล้ายกับเซลล์เยื่อบุในลำไส้เล็กเรียกว่าบรัสบอเดอร์ (brush border) หรือไมโครวิลไล (microvilli) ส่วนบรัสบอเดอร์ (brush border) หรือไมโครวิลไล (microvilli) จะยื่นเข้าไปในช่องว่างของหลอดไต ทำหน้าที่ดูดซึมส่วนประกอบของน้ำกรอง (glomerular filtrate)  ประมาณร้อยละ 65 ของการดูดซึมกลับทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นการดูดซึมกลับที่หลอดไตส่วนต้น โดยอาศัยการทำงานของบรัสบอเดอร์ (brush border) ส่วนประกอบที่สามารถดูดซึมกลับได้ที่หลอดไตส่วนต้นคือ กลูโคส กรดอะมิโน โซเดียม คลอรีน และไวตามินซี เป็นต้น หลอดไตส่วนต้นสามารถทำหน้าที่ขับสารบางอย่างให้แก่น้ำกรองได้เช่น ครีเอทีน (creatine) และไอโอดีน (iodine) เป็นต้น
น้ำกรองที่ผ่านหลอดไตส่วนต้นแล้วจะไหลลงมาตามห่วงหลอดไต คิดเป็นปริมาตรประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 33 % ของน้ำกรองที่ถูกกรองออกมา เนื่องจากห่วงหลอดไตมีลักษณะคล้ายห่วงรูปตัวยู ดังนั้นผนังของท่อจึงมีความหนาแตกต่างกันเป็น 2 ขนาด คือส่วนหลอดไตรูปตัวยูส่วนที่ต่อกับหลอดไตส่วนต้น ซึ่งทอดตัวลงมาเป็นท่อตรงเข้าไปในเนื้อไตส่วนในจะเป็นส่วนของท่อที่มีผนังบาง เรียกว่าทินเดสเซนดิ้งลิมพ์ (thin descending limb) เป็นหลอดไตที่มีผนังบางเป็นเซลล์เยื่อบุชั้นเดียว ที่มีคุณสมบัติยอมให้น้ำผ่านได้ดี ทำให้น้ำกรองมีความเข้มข้นขึ้น บริเวณส่วนนี้จะไม่มีการดูดซึมหรือขับสารเข้าออก ส่วนหลอดไตที่ต่อจากส่วนนี้คือทินเอสเซนดิ้งลิมพ์ (thin ascending limb) เป็นหลอดไตที่มีผนังบางเช่นกันแต่เซลล์มีคุณสมบัติยอมให้สารเคลื่อนผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์ได้ แต่ไม่ให้น้ำผ่าน เมื่อน้ำกรองผ่านส่วนนี้ได้ยาก จึงมีการแพร่ของโซเดียมอิออน (Na+) และคลอไรด์อิออน (Cl–) ออกจากหลอดไต และสารที่มีโมเลกุลใหญ่ที่มากับน้ำกรองเช่น ยูเรียสามารถแพร่เข้ามาในหลอดไตได้บางส่วน จากส่วนทินเอสเซนดิ้งลิมพ์ (thin ascending limb) น้ำกรองจะผ่านเข้าไปยังทิคเอสเซนดิ้งลิมพ์ (thick ascending limb) ผนังของหลอดไตจะหนาขึ้น เนื่องจากเซลล์จะเปลี่ยนรูปร่างจากเซลล์รูปสี่เหลี่ยมแบนเป็นเซลล์รูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ส่วนนี้จะเป็นบริเวณที่น้ำและยูเรียผ่านออกได้ยาก แต่ โซเดียมอิออน (Na+) คลอไรด์อิออน (Cl–) แมกนีเซียมอิออน (Mg++) และแคลเซียมอิออน (Ca++) จะถูกดูดกลับได้ เป็นต้น นอกจากกลไกการดูดกลับของสารต่างๆเกิดขึ้นปกติแล้ว ยังมีกลไกสำคัญอีกหลายกลไก กลไกที่สำคัญในการดูดซึมกลับของน้ำที่หลอดไต มีทั้งกลไกที่ไม่ต้องใช้พลังงานเช่นขบวนการแพร่ ซึ่งเป็นขบวนการที่ไม่ใช้พลังงาน (passive transport) โดยอาศัยความแตกต่างของความเข้มข้นของสารในท่อไต และกลไกที่จำเป็นต้องใช้พลังงาน (ATP) ในการดูดกลับผ่านขบวนการใช้พลังงาน (active  transport) ซึ่งจะต้องมีตัวนำ (carrier) ให้สารเกาะด้วย
หลอดไตส่วนปลาย (distal convoluted tubule) เป็นหลอดไตสั้นๆที่ต่อระหว่างปลายของส่วนทินเอสเซนดิ้งลิมพ์ (thin ascending limb) ของห่วงหลอดไตมีลักษณะคล้ายห่วงรูปตัวยู (Henle’s loop) กับส่วนหลอดไตรวม (collecting tubules) ส่วนนี้สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ โซเดียมอิออน (Na+) และ คลอไรด์อิออน (Cl–) นอกจากนั้นยังสามารถขับสารต่าง ๆ เช่นแอมโมเนียมอิออน (NH4+)  ไฮโดรเจนอิออน (H+) และโพแตสเซียมอิออน (K+) ออกมาได้ด้วย
      หลอดไตรวม (collecting tubules) เป็นหลอดไตที่ต่อจากปลายของหลอดไตส่วนปลาย ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูดกลับน้ำ และโซเดียมอิออน (Na+) และมีการหลั่งโพแตสเซียมอิออน (K+) กลับออกมา โดยอาศัยการทำงานของเอ็นไซม์โซเดียมโพแดสเซียมเอที่พีแอส (Na-K ATPase) นอกจากนี้ยังมีการดูดกลับของยูเรีย โพแตสเซียมอิออน (K+) และ ไฮโดรเจนอิออน (H+) ด้วย แต่ละท่อของหลอดไตรวมจะรับน้ำปัสสาวะจากส่วนปลายของหลอดไตส่วนปลายหลายๆท่อรวมกัน ดังนั้นความเข้มข้นของน้ำปัสสาวะในส่วนของหลอดไตรวม คือความเข้มข้นของน้ำปัสสาวะที่ออกจากร่างกาย
การดูดซึมกลับของสารสำคัญต่างๆ ในหลอดไต ได้แก่
       – กลูโคส (glucose) เป็นสารสำคัญที่สามารถดูดกลับได้ทั้งหมดในท่อไต โดยจะถูกดูดกลับที่หลอดไตส่วนต้น การดูดซึมกลับจะใช้กลไกที่ต้องใช้พลังงาน (active transport) ดังนั้นในสภาพที่ร่างกายปกติ จึงไม่ควรพบกลูโคสในปัสสาวะเลย แต่สารเคมีบางชนิดสามารถยับยั้งการดูดกลับของกลูโคสได้ กรณีที่พบว่าในปัสสาวะมีกลูโคสปนอยู่ส่วนมากมักเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำกลูโคสในเลือดออกไปใช้ประโยชน์ การมีกลูโคสในปัสสาวะมักพบในกรณีหลังจากการเป็นโรคเบาหวาน และการผิดปกติของหลอดไตส่วนต้น
       – โซเดียมอิออน โพแตสเซียมอิออน และ น้ำ สามารถถูกดูดซึมกลับในรูปของสารละลาย  โซเดียมอิออน (Na+) ถูกดูดซึมกลับได้สูงถึง 99 % โดยถูกดูดซึมได้ตลอดแนวท่อของหลอดไต การดูดซึมกลับของโซเดียมอิออน (Na+) และโพแตสเซียมอิออน (K+) จะอาศัยกลไกที่ต้องใช้พลังงาน (active transport) แต่การดูดซึมกลับของสารที่หลอดไตส่วนปลายจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยฮอร์โมนอัลโดสเตอร์โรน (aldosterone) ซึ่งจะทำให้มีการดูดซึมกลับของโซเดียมอิออน (Na+) มากขึ้น แต่จะขับโพแตสเซียมอิออน (K+) และไฮโดรเจนอิออน  (H+) ออกจากหลอดเลือดฝอยที่พันรอบหลอดไตออกมาแทนที่ สำหรับการดูดซึมน้ำกลับในหลอดไตจะใช้กลไกที่ไม่ต้องใช้พลังงาน (passive transport)  และใช้ฮอร์โมนอัลโดสเตอร์โรน (aldosterone) เช่นกัน ซึ่งจัดเป็นการดูดซึมน้ำเพื่อรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย
      – โปรตีน โปรตีนในเลือดไม่สามารถดูดซึมผ่านได้ แต่กรดอะมิโนสามารถดูดซึมเข้าหลอดไตได้ประมาณ 95 %
      – ยูเรีย เป็นสารที่ร่างกายต้องการขับออก ถ้ามีมากกว่าระดับปกติ โดยสามารถดูดซึมได้ 40-50 %
      – กรดยูริกเป็นกรดที่เกิดจากขบวนการเมตาโบลิซึมของพิวรีน (purine)    ที่เป็นส่วนประกอบของดีเอ็นเอ (DNA) หากมีมากอาจตกผลึกเป็นเกลือยูเรท (urate) โดยทั่วไปสามารถดูดกลับได้เล็กน้อย การตกผลึกของเกลือยูเรทถ้าเกิดขึ้นมากๆในท่อไตหรือท่อปัสสาวะ จะมีผลให้เกิดการเป็นนิ่วตามท่อไตและท่อปัสสาวะได้
     – คลอไรด์อิออน (Cl–) ถูกดูดกลับพร้อมกับโซเดียมอิออน (Na+) โดยกลไกไม่ใช้พลังงาน (passive transport) เพื่อเข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่พันอยู่รอบๆหลอดไต
o การขับสารผ่านผนังหลอดไต (tubular secretion)
เป็นขบวนการขับสารบางอย่างที่อยู่ในน้ำเลือดของเส้นเลือดฝอยที่ล้อมรอบหลอดไต ที่ไม่ได้ผ่านการกรองโดยโกลเมอรูลัส ให้สารนั้นกลับเข้ามาอยู่ในของเหลวภายในช่องว่างของหลอดไต สารที่ขับออกมามักเป็นของเสียหรือผลผลิตจากขบวนการเมตาโบลิซึม และสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายจำเป็นต้องขับออก เช่นแอมโมเนีย ไฮโดรเจนอิออน และโพแตสเซียมอิออน เป็นต้น ซึ่งรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษาเช่นเพนนิซิลลิน และยาในกลุ่มซัลโฟนาไมด์ เป็นต้น
1.4 การควบคุมการผลิตน้ำปัสสาวะ (regulation of urine production)
               ปริมาณน้ำปัสสาวะที่ไตผลิตได้ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไปขึ้นกับปริมาณน้ำในร่างกายในขณะนั้น ฮอร์โมนที่สำคัญในการควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกายคือ เอดีเอช และอัลโดสเตอโรน
             1) ฮอร์โมนเอดีเอช (adrenocorticotropic hormone or ADH) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ในส่วนสมองไฮโปธาลามัส แต่เก็บสะสมไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนท้าย มีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำปัสสาวะ เป้าหมายของฮอร์โมนคือเซลล์เยื่อบุผิวที่หลอดไตส่วนปลายและหลอดไตรวม ทำให้มีการดูดซึมน้ำกลับ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายมากเกินไป
            2) ฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) ผลิตและหลั่งมาจากต่อมหมวกไตส่วนนอก ทำหน้าที่เพิ่มการดูดกลับของโซเดียมอิออนที่หลอดไตส่วนปลายและหลอดไตรวม  การดูดซึมโซเดียมอิออนทำให้ความดันออสโมติกของเลือดไม่สมดุล จึงมีการดูดซึมกลับของน้ำตามมาเพื่อเข้าสู่กระแสเลือด
2.ท่อไต หรือหลอดปัสสาวะ (ureters)
 
ท่อไตเป็นท่อกลวงที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบทั้งหมด เป็นช่องทางติดต่อระหว่างไต และกระเพาะปัสสาวะ ท่อไตแต่ละข้างจะออกจากไตตรงตำแหน่งขั้วไต และทอดยาวมาติดต่อกับส่วนคอของกระเพาะปัสสาวะ โครงสร้างของท่อไตประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นส่วนของชั้นเนื้อเยื่อเส้นใย (fibrous tissue) ส่วนชั้นกลางประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ และชั้นในสุดเป็นชั้นเนื้อเยื่อบุผิวชนิดที่เป็นเซลล์หลายชั้นซ้อนกันที่สามารถยืดขยายเซลล์ได้ (transitional epithelium) เนื้อเยื่อบุผิวดังกล่าวจะมีผลให้ท่อไตสามารถยืดตัวออกได้ขณะที่มีน้ำปัสสาวะไหลผ่านมาตามท่อเพื่อไปเก็บสะสมที่กระเพาะปัสสาวะ
หน้าที่ของท่อไต
ทำหน้าที่รับน้ำปัสสาวะจากไต เพื่อส่งต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ การส่งผ่านน้ำปัสสาวะเกิดจากการบีบตัวของชั้นกล้ามเนื้อเรียบที่ล้อมรอบท่อไต คล้ายกับขบวนการขย่อน (peristalsis movement) ของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้ บริเวณท่อไตตรงส่วนที่ต่อระหว่างท่อไตกับกระเพาะปัสสาวะนี้ จะมีลิ้น (valve) อยู่ภายในท่อ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำปัสสาวะเข้าสู่ไต
3.กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder)
 
กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นถุง ส่วนท้ายของกระเพาะปัสสาวะจะต่อกับท่อปัสสาวะ ด้านในถุงเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ เมื่อปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น ผนังกระเพาะปัสสาวะจะยืดตัวออก ถ้าไม่มีน้ำปัสสาวะผนังกระเพาะปัสสาวะจะหดตัวเล็กลง บริเวณกระเพาะปัสสาวะที่ต่อกับท่อปัสสาวะจะมีกล้ามเนื้อหูรูด (sphincter)  ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ
          3.1 กายวิภาคของกระเพาะปัสสาวะ (anatomy of urinary bladder)
กระเพาะปัสสาวะมีส่วนประกอบ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ถุงกล้ามเนื้อเรียบ และส่วนคอ ตำแหน่งและขนาดของกระเพาะปัสสาวะจะแตกต่างกันไปขึ้นกับปริมาณน้ำปัสสาวะที่บรรจุอยู่ภายใน โครงสร้างของกระเพาะปัสสาวะประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น เช่นเดียวกับในท่อไต ผนังภายในของกระเพาะปัสสาวะชั้นในสุดถูกบุด้วยเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวที่ยืดขยายเซลล์ได้เรียงซ้อนกันหลายชั้น (transitional epithelium)  จึงสามารถยืดขยายได้เมื่อมีน้ำปัสสาวะบรรจุอยู่เต็ม ชั้นถัดไปเป็นชั้นกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงตัวกันอยู่แบบตามยาว ตามขวางและวงกลม เมื่อกล้ามเนื้อเรียบหดตัวจะทำให้น้ำปัสสาวะไหลออกมา และชั้นนอกเป็นส่วนของชั้นเนื้อเยื่อเส้นใย (fibrous tissue)
ส่วนคอของกระเพาะปัสสาวะจะแผ่ขยายยาวจากส่วนท้ายของถุงเข้าไปในช่องเชิงกราน เพื่อเชื่อมต่อกับท่อปัสสาวะ และรอบๆคอของกระเพาะปัสสาวะเป็นส่วนของกล้ามเนื้อหูรูดที่ประกอบด้วยเซลล์กล้ามเนื้อลาย ซึ่งทำงานภายใต้อำนาจจิตใจ การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดมีผลให้เกิดการเปิดและปิดท่อทางเดินปัสสาวะ เพื่อให้น้ำปัสสาวะไหลออกจากกระเพาะปัสสาวะไปยังท่อปัสสาวะได้
   หน้าที่ของกระเพาะปัสสาวะ
ทำหน้าที่เก็บรวบรวมน้ำปัสสาวะที่ผลิตจากไต เพื่อรอการขับถ่ายออกจากร่างกายผ่านทางอวัยวะเพศ และมีหน้าที่ในการขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูดทั้งสองข้างที่ต่อกับท่อปัสสาวะ ที่ถูกควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลางและรีเฟล็กซ์ของระบบประสาทอัตโนมัติ โดยทั่วไปปริมาณน้ำปัสสาวะที่สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดจะขับออกจากร่างกายในแต่ละวันมีปริมาณที่แตกต่างกันไป โดยสามารถวัดได้เป็น  ซีซี/วัน หรือ ลิตร/วันหรือ ซีซี /น้ำหนักตัว/วัน เช่นในแมว มี 10-20 ซีซี /กก./วัน ในโค 17-45 ลิตร/วัน และในแพะ 10-40 ซีซี/วัน เป็นต้น
4.ท่อปัสสาวะ (urethra)
          เป็นส่วนของท่อที่ต่อมาจากส่วนคอของกระเพาะปัสสาวะ และทอดยาวมายังช่องเชิงกราน มีโครงสร้างเช่นเดียวกับท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ เมื่อเกิดการขับปัสสาวะ (urination) น้ำปัสสาวะที่สะสมในกระเพาะปัสสาวะจะไหลเข้าสู่ท่อปัสสาวะ และออกสู่ภายนอกร่างกายผ่านอวัยวะเพศ ดังนั้นท่อปัสสาวะจึงมีหน้าที่หลักในการนำน้ำปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกมาสู่ภายนอกร่างกาย
สำหรับผู้ชายท่อปัสสาวะนอกจากจะทำหน้าที่ในการนำน้ำปัสสาวะออกจากร่างกายแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการหลั่งน้ำเชื้อด้วย ในผู้ชายด้านบนของท่อปัสสาวะส่วนต้น (pelvic urethra ) จะมีต่อมร่วม (accessory glands) เช่นต่อมพรอสเตรท (prostate gland ) และต่อมคาว์สเปอร์ (cowper’s gland) ปรากฏให้เห็นได้ ท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นและมีลักษณะเป็นท่อตรงกว่าในผู้ชาย โดยในผู้หญิงปลายของท่อปัสสาวะจะมาเปิดออกตรงด้านล่างของกระพุ้งช่องคลอด (vestibule) ก่อนที่จะมีการขับน้ำปัสสาวะออกจากร่างกายผ่านทางปากช่องคลอด
5.ส่วนประกอบของน้ำปัสสาวะ
น้ำปัสสาวะเป็นของเหลวที่ผลิตจากไต มีสีค่อนข้างเหลือง มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 95%และมีของแข็งประมาณ 5 % ของแข็งที่เป็นส่วนประกอบมีทั้งส่วนที่เป็นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ได้แก่ ยูเรีย แอมโมเนีย น้ำตาล โซเดียมอิออน คลอไรด์อิออน แคลเซียมอิออน และแมกนีเซียมอิออน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันบางชนิด และฮอร์โมนบางชนิดด้วย สีของน้ำปัสสาวะเป็นสีที่เกิดจากน้ำดี ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำปัสสาวะ จะขึ้นกับปริมาณของเกลือแร่หรือแร่ธาตุต่างๆ และปริมาณน้ำที่เป็นส่วนประกอบ ปัสสาวะที่มีค่าเป็นกรด คือมีค่า pH ต่ำกว่า 7.4 จะมีไฮโดรเจนอิออน (H+) และแอมโมเนียมอิออน (NH4+) ปนอยู่มาก แต่ถ้าปัสสาวะมีค่าเป็นด่าง จะมีไบคาร์บอเนตอิออน (HCO3–) โซเดียมอิออน (Na+) และโพแตสเซียมอิออน (K+) สูง โดยทั่วไปน้ำปัสสาวะจะมีค่าความเป็นกรดเล็กน้อย ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามอาหารที่กิน สภาพร่างกายและการติดเชื้อ กรณีเป็นโรคเบาหวานปัสสาวะจะเป็นกรด

บทที่ 5 ระบบประสาท
ระบบประสาทเป็นระบบที่ควบคุมการทำหน้าที่ของส่วนต่างๆ ของทุกระบบในร่างกายให้ทำงานประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย  ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นอกจากนี้ระบบประสาทยังเป็นแหล่งที่มาของความคิด ความรู้สึก สติปัญญา ความฉลาดไหวพริบ การตัดสินใจ การใช้เหตุผลและการแสดงอารมณ์อีกด้วย
เซลล์ประสาท
        ร่างกายคนมีเซลล์ประสาท (nerve cell) หรือ นิวรอน (neuron) จำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้และการตอบสนอง แต่ละเซลล์อาจมีการเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเซลล์ประสาทอื่นเป็นพันๆ เซลล์ สามารถทำงานเกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณ ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับภายในร่างกายได้อย่างมีระบบ
เซลล์ประสาทประกอบด้วย
เดนไดรต์ (dendrite)
เป็นส่วนของตัวเซลล์ ที่ยื่นออกมารับกระแสประสาท จากภายนอกเข้าสู่ตัวเซลล์ แขนงของเดนไดรต์ มีตั้งแต่หนึ่งถึงหลายแขนง และมักมีขนาดสั้น ภายในเดนไดรต์มีนิสส์ลบอดี (nissl body) และ ไมโทรคอนเดรีย
แอกซอน (axon)
เป็นส่วนของตัวเซลล์ ที่ยื่นออกมาทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทจากตัวเซลล์ ออกไปยังอวัยวะตอบสนอง หรือเดนไดรต์ของเซลล์ประสาทอื่น ตัวเซลล์ 1 เซลล์จะมีแอกซอนเพียง 1แขนงและมักมีขนาดยาว จะถูกหุ้มด้วย เยื่อไมอีลิน (myelin sheath) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ชวันน์ (schwann cell) บริเวณรอยต่อของเยื่อไมอีลิน เป็นส่วนที่คอดเว้า เรียกว่า โนด ออฟ แรนเวียร์ ( node of ranvier )
การเคลื่อนของกระแสประสาทไปบนแอกซอนที่มีเยื่อไมอีลินหุ้ม จะกระโดดเป็นช่วงๆ (saltatory conduction) ระหว่างโนดออฟแรนเวียร์ที่อยู่ติดต่อกัน ทำให้นำกระแสประสาทได้เร็วมาก
ชนิดของเซลล์ประสาท
เซลล์ประสาทแบ่งตามลักษณะรูปร่าง ออกได้ 3 ประเภท คือ
1.เซลล์ประสาทขั้วเดียว( Unipolar neuron ) มีใยประสาทออกจากตัวเซลล์เพียงเส้นเดียวแล้วแยกออกเป็น 2 กิ่ง กิ่งหนึ่งเป็นเดนไดรต์ อีกกิ่งหนึ่งเป็นแอกซอน

ภาพ : เซลล์ประสาทขั้วเดียว
2.เซลล์ประสาทชนิดสองขั้ว(Bipolar neuron) มีใยประสาทออกจากตัวเซลล์ 2เส้นยาวเท่าๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน เส้นหนึ่งเป็นเดนไดรต์ อีกเส้นหนึ่งเป็นแอกซอน

ภาพ : เซลล์ประสาทสองขั้ว
3.เซลล์ประสาทหลายขั้ว( Multipolar neuron ) มีใยออกจากตัวเซลล์หลายเส้น ประกอบด้วยเดนไดรต์แตกแขนงสั้น ๆ มากมาย และแอกซอนยาวเพียงเส้นเดียว


ภาพ : เซลล์ประสาทหลายขั้ว

เซลล์ประสาทแบ่งตามหน้าที่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (Sensory neuron) เป็นเซลล์ประสาทขั้วเดียว หรือสองขั้วทำหน้าที่รับกระแสความรู้สึกเข้าสู่เซลล์ในสมองและไขสันหลัง
2.เซลล์ประสาทประสานงาน (Association neuron ) เป็นเซลล์ประสาทหลายขั้ว ทำหน้าที่เชื่อมโยงกระแสประสาทจากเซลล์ประสาทรับความรู้สึกและเซลล์ประสาทนำคำสั่งพบอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง
3.เซลล์ประสาทนำคำสั่ง (Motor neuron) เป็นเซลล์ประสาทหลายขั้วทำหน้าที่นำกระแสประสาทจากเซลล์ในสมองหรือไขสันหลังไปยังหน่วยปฏิบัติการ



ภาพ : โครงสร้างของเซลล์ประสาทรับความรู้สึก
ไซแนปส์ (Synapse)
เซลล์ประสาทไม่ได้อยู่เดี่ยวๆ แต่จะสานต่อกันเป็นเครือข่าย ปลายแอกซอนของเซลล์ประสาท อาจแตกออกเป็นกิ่งก้านหลายอัน แล้วไปอยู่ชิดกับตัวเซลล์ประสาทหรือส่วนของ เดนไดรต์ของเซลล์ประสาทอื่นหรือเซลล์กล้ามเนื้อหรือหน่วยปฏิบัติงาน เพื่อถ่ายทอดกระแสประสาท บริเวณที่อยู่ชิดกันนั้นเรียกว่า ไซแนปส์ (synapse)
หน้าที่ของไซแนปส์
1.ทำให้คำสั่งหรือกระแสประสาทเดินทางถ่ายทอดเป็นทางเดียวเท่านั้นช่วยให้ระบบประสาทแผ่กระแสประสาทไปยังส่วนรับคำสั่งได้อย่างเรียบร้อยไม่ยุ่งเหยิงสับสน
2.ทำหน้าที่ขยายสัญญาณ (amplifying action) โดยมีการรวมกัน (summation) หรือกระจายกระแสประสาทออก ทำให้คำสั่งนั้นแผ่กระจายกว้างขวางมากขึ้น
3.ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงาน (intregative action) ของคำสั่งต่างๆมีทั้งการเร่ง
        การทำงาน ให้มากขึ้น หรือรั้งการทำงานให้ช้าลง ทำให้อวัยวะตอบสนองทำงานได้อย่างแน่นอนและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ภาพ : ไซแนปส์ระหว่างเซลล์
ระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทกลาง หรือ ระบบประสาทส่วนกลาง หรือ ซีเอ็นเอส (central nervous system; ตัวย่อ: CNS) เป็นโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของระบบประสาทประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง ทำหน้าที่ร่วมกับระบบประสาทนอกส่วนกลาง (peripheral nervous system) ในการควบคุมพฤติกรรม โครงสร้างของระบบประสาทกลางจะอยู่ภายในช่องลำตัวด้านหลัง (dorsal cavity) สมองอยู่ในช่องลำตัวด้านศีรษะ (cranial cavity)และไขสันหลังอยู่ในช่องไขสันหลัง (spinal cavity) โครงสร้างเหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง (meninges) สมองยังถูกปกคลุมด้วยกะโหลกศรีษะและไขสันหลังยังมีกระดูกสันหลังช่วยป้องกันการกระทบกระเทือน
สมอง
สมอง (Brain) คืออวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต สมดุลของเหลงในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังเกี่ยวข้องกับการรู้ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่นๆที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
ส่วนประกอบ สมองของมนุษย์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1.สมองส่วนหน้า (Forebrain)   มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีก ดังนี้ ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) – อยู่ด้านหน้าสุด ทำหน้าที่ดมกลิ่น (ปลา,กบ และสัตว์เลื้อยคลานสมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก สมองส่วนหน้าประกอบด้วย
1.1ซีรีบรัม (Cerebrum) – มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พูดังนี้
– Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก -ความรู้สึก พื้นอารมณ์
– Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น
– Occipital lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
– Parietal lobe ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส การพูด การรับรส
1.2ทาลามัส (Thalamus) – อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรมด้านความเจ็บปวด
1.3ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) – ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัติโนมัติ และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองและยังเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก วงจรการตื่นและการหลับ การหิว และการอิ่ม
2.สมองส่วนกลาง (Midbrain)
เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษย์สมองส่วน obtic lobe นี้จะเจริญไปเป็น Corpora quadrigermia ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
3.สมองส่วนท้าย (Hindbrain)  ประกอบด้วย
3.1พอนส์ (Pons) – อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัม ติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของร่างกาย เช่น การเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การหายใจ การฟัง
3.2เมดัลลา (Medulla) – เป็นสมองส่วนท้ายสุด เป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
3.3ซีรีเบลลัม (Cerebellum) – อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กันและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย




ไขสันหลัง


ไขสันหลัง (spinal cord) คืออวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อยาวผอม ซึ่งมีเนื้อเยื่อประสาทเป็นส่วนประกอบสำคัญ อันได้แก่ เซลล์ประสาท (neuron) และ เซลล์เกลีย (glia) หรือเซลล์ที่ช่วยค้ำจุนเซลล์ประสาท ซึ่งไขสันหลังจะเป็นส่วนที่ยาวต่อลงมาจากสมอง (brain) สมองและไขสันหลังจะรวมกันเป็นระบบประสาทส่วนกลาง (central
nervous system)หน้าที่หลักของไขสันหลังคือการถ่ายทอดกระแสประสาท (neural signals) ระหว่างสมองและส่วนต่างๆของร่างกาย ทั้งนี้เพียงตัวไขสันหลังเอง ยังสามารถควบคุมการเกิดรีเฟลกซ์ (reflex) เช่นการยกขาทันทีเมื่อเผลอเหยียบตะปู และศูนย์สร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวกลาง (central pattern generator)






ระบบประสาทส่วนปลาย
          ระบบประสาทปลายเป็นระบบประสาทซึ่งเชื่อมต่อจากส่วนต่างๆของสมองและไขสันหลังไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย  ประกอบขึ้นด้วย
1.ประสาทสมอง (Cranial nerve)  มี 12 คู่ ทอดออกมาจากพื้นล่างของสมองผ่านรูต่างๆที่พื้นของกะโหลกศีรษะ ประสาทสมองบางคู่จะทำหน้าที่รับความรู้สึก (Sensory nerve) บางคู่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Motor nerve) บางคู่จะทำหน้าที่ทั้งรับความรู้สึกและทำการเคลื่อนไหว (Mixed nerve)
Cranial nerve ทั้ง 12 คู่นี้ จะมีชื่อตามตำแหน่งที่ตั้งและตามหน้าที่การทำงาน ได้แก่
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 1   เส้นประสาทออลแฟกทอรี(olfactory nerve) รับความรู้สึกเกี่ยวกับกลิ่นจากเยื่อจมูกเข้าสู่ออลแฟกเทอรีบัลบ์(olfactory bulb) แล้วเข้าสู่ออลแฟเทอรีโลบ(olfactory lobe) ของสมองส่วนซีรีบรัมอีกทีหนึ่ง
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2   เส้นประสาทออพติก(optic nerve) รับความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็นจากเรตินาของลูกตาเข้าสู่ออพติกโลบ(optic lobe) แล้วส่งไปยังออกซิพิทัลโลบ(occipital lobe) ของซีรีบรัมอีกทีหนึ่ง
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3   เส้นประสาทออคิวโลมอเตอร์(oculomotor nerve) เป็นเส้นประสาทสั่งการจากสมองส่วนกลางไปยังกล้ามเนื้อลูกตา 4 มัด ทำให้ลูกตาเคลื่อนไหวกลอกตาไปมาได้ และยังไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ทำให้ลืมตา ทำให้ม่านตาหรี่หรือขยายและไปยังกล้ามเนื้อปรับเลนส์ตาอีกด้วย
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 4   เส้นประสาททรอเคลีย(trochlea nerve) เป็นเส้นประสาทสั่งการไปยังกล้ามเนื้อลูกตาทำให้ลูกตามองลงและมองไปทางหางตา
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5   เส้นประสาทไตรเจอมินัล(trigerminal nerve) แบ่งออกเป็น 3 แขนง ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากใบหน้า ลิ้นฟัน ปากเหงือก กลับเข้าสู่สมองส่วนพาเรียทัลโลบ ทำหน้าที่สั่งการไปควบคุมกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยวอาหาร
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6   เส้นประสทแอบดิวเซนส์(abducens nerve) เป็นเส้นประสาทสั่งการออกจากพอนส์ไปยังกล้ามเนื้อลูกตาทำให้เกิดการชำเลือง
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7   เส้นประสาทเฟเชียล(facial nerve) เป็นเส้นประสาทที่สั่งการไปยังกล้ามเนื้อหน้าทำให้เกิดสีหน้าต่างๆกัน และยังเป็นเส้นประสาทรับความรู้สึกรับรสจากปลายลิ้นเข้าสู่ซีรีบรัมส่วนพาเรียทัลโลบด้วย
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 8  เส้นประสาทออดิทอรี(auditoty nerve) เส้นประสาทรับความรู้สึกแยกเป็น 2 แขนง แขนงหนึ่งจากคอเคลียของหูทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินเข้าสู่ซีรีบรัมส่วนเทมพอรัลโลบอีกแขนงหนึ่งนำความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวจากเซมิเซอร์คิวลาร์แคแนล เข้าสู่ซีรีบรัม
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 9   เส้นประสาทกลอสโซฟารินเจียล(glossopharyngeal nerve) เป็นประสาทรับความรู้สึกจากช่องคอ เช่น ร้อน เย็น และรับรสจากโคนลิ้นเข้าสู่ซีรีบรัม ส่วนพาเรียทัลโลบและนำกระแสประสาทสั่งการจากสมองไปยังกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยที่เกี่ยวกับการกลืน และต่อมน้ำลายให้หูให้หลั่งน้ำลาย
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 10   เส้นประสาทเวกัส(vegus nerve) เป็นเส้นประสาทรับความรู้สึกจากลำคอ กล่องเสียง ช่องอก ช่องท้อง ส่วนเล้นประสาทสั่งการจะออกจากเมดัลลาออบลองกาตา ไปยังกล้ามเนื้อลำคอ กล่องเสียง อวัยวะภายในช่องปาก และช่องท้อง
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 11   เส้นประสาทแอกเซสซอรี(accessory nerve) เป็นเส้นประสาทสั่งการจากเมดัลลาออบลองกาตาและไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้อคอ ช่วยในการเอียงคอและยกไหล่
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 12  เส้นประสาทไฮโพกลอสวัล(hypoglossal nerve) เป็นเส้นประสาทสั่งการไปยังกล้ามเนื้อลิ้นทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของลิ้น
2.ประสาทไขสันหลัง   เส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลังมีทั้งหมด 31 คู่ เป็นเส้นประสาทประสม(mixed never)แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5บริเวณดังนี้
เส้นประสาทบริเวณคอ (cervical never) 8 คู่
เส้นประสาทบริเวณอก (thoracal never) 12 คู่
เส้นประสาทบริเวณเอว (lumbar never) 5 คู่
เส้นประสาทบริเวณกระเบนเหน็บ (sacral never) 5 คู่
เส้นประสาทบริเวณก้นกบ (coccygeal never) 1 คู่

ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System)
          เป็นระบบประสาทที่ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก แต่เซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ (involuntary) หรือการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง ดังนั้นการทำงานของเซลล์ประสาทอัตโนมัติจึงทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมอง เส้นประสาทจากระบบประสาทอัตโนมัติจะกระจายอยู่ตามบริเวณกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในทุกชนิด รวมทั้งต่อมต่าง ๆ ทั้งหลายในร่างกายอีกด้วย
ระบบประสาทอัตโนมัติแบ่งได้เป็น  2  ระบบย่อย คือ
1)  ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic nervous System)
ศูนย์กลางอยู่บริเวณไขสันหลัง (Spinal cord) ประกอบด้วยเส้นประสาทที่ออกจากบริเวณไขสันหลังตั้งแต่อกจนถึงเอว  ระบบนี้จะทำงานในกรณีที่บุคคลตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาตื่นตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสู้หรือหนีจากสถานการณ์เหล่านั้น  ปฏิกิริยาของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อระบบประสาทซิมพาเธติกทำงาน  ได้แก่  ขนลุกตั้งชัน  ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ  เหงื่อออกมาก   ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น  หัวใจเต้นเร็วและรัว  ต่อมอะดรีนัล (adrenal gland) หรือต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (adrenalin) เพื่อเพิ่มพลังงานพิเศษให้กับร่างกาย  เป็นต้น
2)  ระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (parasympathetic nervous system)
มีศูนย์กลางอยู่ที่ก้านสมอง (medulla) และไฮโปทาลามัส (hypothalamus) โดยระบบนี้จะทำงานควบคู่กับระบบซิมพาเธติก  กล่าวคือ  เมื่อระบบซิมพาเธติกทำงานสิ้นสุดลง ร่างกายพ้นจากสภาวะฉุกเฉินไปแล้ว  ระบบพาราซิมพาเธติกจะช่วยทำให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะปกติ  เช่น  เส้นขนจะราบลง  ชีพจรหัวใจและความดันโลหิตจะกลับคืนสภาพเดิม  เป็นต้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ต่อมอะดรีนัลหลั่งฮอร์โมนนอร์อะดีนาลีน (noradrenalin) เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
ระบบพาราซิมพาเธติก ระบบซิมพาเธติก
ม่านตาหรี่ลง ม่านตาขยาย
ต่อมน้ำตาหยุดการทำงาน ต่อมน้ำตาทำงาน
น้ำลายไหลปกติ น้ำลายและเหงื่อถูกผลิตออกมามาก
หัวใจเต้นปกติ หัวใจเต้นเร็ว
ปอดหด / ขยายปกติ ปอดหด / ขยายเพิ่มขึ้น
ตับและกระเพาะอาหารทำงานมากขึ้น ตับและกระเพาะทำงานน้อยลง
ลำไส้ทำงานมากขึ้น ฮอร์โมนอะดรีนาลีนถูกหลั่งออกมา
กระเพาะปัสสาวะหดตัว ลำไส้ทำงานน้อยลง
อวัยวะเพศแข็งตัว กระเพาะปัสสาวะขยายตัว
ถุงอัณฑะขยายตัวทันที

ระบบสืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
        เป็นระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกับระบบสืบพันธุ์เพศชาย ซึ่งนอกจากสร้างเซลล์สืบพันธุ์คือเซลล์ไข่และสร้าง hormone เพศหญิงแล้ว   ยังทำหน้าที่ดูแลฟูมพักให้เซลล์ไข่ที่ผสมติดให้พัฒนากลายเป็นตัวอ่อนจนคลอดออกมา   ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบ ด้วย
อวัยวะเพศภายนอก ( external genitalia) เป็นอวัยวะที่มองเห็นได้จาก ภายนอก อาจจะเรียกว่า vulva หรือ pudendum ซึ่งได้แก่ เนินหัวเหน่า แคมใหญ่ แคมเล็ก clitoris, vestibule, Bartholin’s gland , paraurethral gland และบริเวณฝีเย็บ

1.เนินหัวเหน่า ( mone pubis)เป็นผิวหนังนูนอยู่บริเวณเหนือกระดูกหัวเหน่า ( pubic symphysis) เมื่อเข้าสู่วัยสาวจะมีขนงอกขึ้นที่บริเวณนี้ สำหรับในเพศหญิงแนวขนจะเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมมียอดชี้ลงมาทางด้านล่าง
2.แคมใหญ่ ( labiamajora) เป็นผิวหนังที่ต่อมาจากทางด้านล่างของเนินหัวเหน่า  มีลักษณะนูนแยกเป็น 2 กลีบลงไปบรรจบกันทางด้านหลังที่บริเวณฝีเย็บ
3.แคมเล็ก ( labia minora)เป็นชั้นผิวหนังที่ยกตัวขึ้นเป็นกลีบเล็กๆ สีแดง 2 กลีบ ทางด้านในของแคมใหญ่   กลีบของแคมเล็กทางด้านหน้าจะแยกออกเป็น 2 แฉก แฉกด้านบนมาจรดกันกลายเป็นผิวหนังคลุม clitoris เรียกว่า     ” prepuce of clitoris”   แฉกด้านล่างจรดกันใต้clitoris เรียกว่า ” frenulum of clitoris “    ส่วนปลายหลังของแคมเล็กจะโอบรอบรูเปิดของช่องคลอดและท่อปัสสาวะแล้วมาจรดกันด้านหลังเรียกว่า ” fourchette “  แคมเล็กไม่มีขนงอก
4.clitoris    มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ มีโครงสร้างเป็น erectile tissue เช่นกันมีหลอดเลือดและปลายประสาทรับความรู้สึกมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก   ดังนั้นหากเกิดการฉีกขาดที่บริเวณนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในขณะคลอดจะทำให้เจ็บ   เสียเลือดมากและเย็บติดได้ยาก
5.vestibule  เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างแคมเล็กทั้งสองข้าง ตั้งแต่ clitoris ลงไปจนถึง fourchette บริเวณนี้มีรูเปิดของท่อต่างๆ ดังนี้
– รูเปิดของท่อปัสสาวะ ( urethral orifice) จะอยู่ถัดจาก clitoris ราว 1 ซม.
– รูเปิดของช่องคลอด ( vaginal orifice) อยู่ถัดไปอีก มีเยื่อพรหมจารีย์ปิดอยู่
– รูเปิดของ Bartholin’s gland และ paraurethral gland อย่างละ 1 คู่
6.Bartholin’s gland (greater vestibular gland)  เป็นต่อมเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวพบอยู่ 2 ข้างของรูเปิดของช่องคลอด   จะให้ท่อออกมาเปิดที่บริเวณระหว่างเยื่อพรหมจารีย์กับแคมเล็ก   ทำหน้าที่สร้างเมือกหล่อลื่นและมีฤทธิ์เป็นด่าง   เพื่อลดความเป็นกรดในช่องคลอด
7.เยื่อพรหมจารีย์ ( hymen) เป็นเนื้อเยื่อที่ยื่นออกมาปิดรูเปิดของช่องคลอด ตรงกลางจะมีรูเปิดเล็กๆ เยื่อพรหมจารีย์นี้สามารถยืดหยุ่นได้    ในเด็กบางคนเยื่อพรหมจารีย์ไม่มีรูเปิดจึงปิดช่องคลอดไว้หมด ทำให้เลือดประจำเดือนไม่สามารถไหลออกมาได้ เรียก” imperferated hymen “
8.ฝีเย็บ( perineum) เป็นบริเวณรูปสี่เหลี่ย ( diamond-shape)โดยลากเส้นเชื่อมต่อจากกระดูกหัวเหน่าไปยัง  ischial  tuberosity  2  ข้างและกระดูกก้นกบ    แต่ถ้าลากเส้นตรงเชื่อมต่อระหว่าง ischial tuberosity ทั้ง 2 ข้างจะแบ่งฝีเย็บออกเป็นบริเวณรูปสามเหลี่ยม 2 รูปคือด้านหน้าเรียก urogenital  triangle เป็นที่ตั้งของอวัยวะเพศภายนอกทั้งหมด  และด้านหลังเรียกว่า ” anal triangle “จะพบรูเปิดของทวารหนักอยู่บริเวณที่อยู่ระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก    จะมีก้อนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เหนียวและแข็งแรงอยู่ข้างในเรียกว่า” perineal body “    ซึ่งมีความสำคัญเป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อลายหลายมัด    ที่ทำหน้าที่รองรับอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในอุ้งเชิงกรานไม่ให้เคลื่อนออกมา ฝีเย็บมักจะฉีกขาดขณะที่ทำการคลอด   ถ้าหากไม่มีการเย็บซ่อม ก็อาจจะทำให้อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูกเคลื่อนที่ออกมาทางช่องคลอด    ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ฝีเย็บฉีกขาดขณะทำคลอดจะต้องตัดบริเวณฝีเย็บ เรียกว่า ” episiotomy “ เพื่อเปิดช่องคลอดให้กว้างขึ้นจะได้คลอดสะดวก   เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วค่อยทำการเย็บปิดกลับตามเดิม
อวัยวะสืบพันธุ์ภายใน

1.ช่องคลอด(Vaginal Canal) ช่องคลอด เป็นช่องอวัยวะภายในที่ตั้งอยู่ระหว่างช่องปัสสาวะกับช่องทวารหนัก ยาวประมาณ 7 – 8 เซนติเมตร  เป็นช่องสำหรับผ่านของตัวอสุจิเพื่อเข้าไปปฏิสนธิกับไข่บริเวณปีกมดลูกหรือท่อนำไข่ รวมถึงเป็นทางออกของทารกในขณะคลอด ผนังภายในของช่องคลอดเป็นเยื่อเกือบติดกัน และสามารถแยกออกจากกันได้ สามารถยืดหดได้มาก และบริเวณปากช่องคลอดมีต่อมขนาดเล็กทำหน้าที่ขับน้ำเมือกมาเลี้ยงช่องคลอด เรียกว่า ต่อมบาร์โทลิน (Bartholin Grand)    ในภาวะปกติ ช่องคลอดจะมีมีสภาพเป็นกรดที่มาจากการเปลี่ยนไกลโคเจนให้เป็นกรดแลกติก (Lactic Acid)แบคทีเรียชนิดหนึ่ง จึงเป็นสภาวะที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อจุลินทรีย์ได้ และที่ปากช่องคลอดเยื่อบางๆ เรียกว่า เยื่อพรหมจารี (Hymen) ปกคลุมอยู่ เยื่อนี้ จะขาดไปเมื่อมีเพศสัมพันธุ์ครั้งแรกหรือกรณีอื่นๆ เช่น การเล่นกีฬา การทำงานหนักที่ทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อพรหมจารี แต่ในบางคนอาจจะขาดมาแล้วตั้งแต่กำเนิด
2.มดลูก(Uterus) มดลูกเป็นอวัยวะสืบพันธ์เพศหญิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรูปร่างลักษณะคล้ายผลชมพู่ ตั้งอยู่ในอุ้งเชิงกราน และอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะซึ่งอยู่ด้านหน้า และทวารหนักซึ่งอยู่ด้านหลัง มีส่วนที่ติดต่อกับช่องคลอดทีเป็นปากมดลูก เรียกว่า เซอวิก (Cervix) ภายในมดลูกมีลักษณะเป็นโพรงแคบๆ มีเยื่อบุโพรงมดลูกที่เป็นกล้ามเนื้อหนา และมีความแข็งแรง มีเส้นเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทุกรอบเดือนจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน และโปรเจสเตอร์โรน เยื่อผนังมดลูกจะหลุดลอกขณะมีประจำเดือน แต่เมื่อตั้งครรภ์จะขยายตัวใหญ่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิจากเชื้ออสุจิแล้ว และค่อยๆเจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์ หลังการคลอดผนังมดลูกจะกลับคืนสู่สภาพเดิมภายใน 45 วัน
หน้าที่ของมดลูก
• การมีประจำเดือน ที่เกิดจากการหลุดลอกของเยื่อบุมดลูก ภายหลังที่ไม่มีไข่มาฝั่งตัว ซึ่งจะมีการฉีกขาดของเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลออก หรือที่เรียกทั่วไปว่า การเป็นประจำเดือน
• การตั้งครรภ์ เป็นที่ฝังของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนจนกระทั้งเจริญเติบโตเป็นทารก
• การคลอด อันมาจากการครบกำหนดของการเติบโตของทารกในครรภ์ ขณะคลอดผนังมดลูกจะมีการหดตัวเป็นระยะๆ เพื่อให้ทารกคลื่นออกผ่านมาถึงช่องคลอด
3.รังไข่(Ovary) รังไข่ เป็นอวัยวะขนาดเล็ก สีขาวมัน มีรูปร่างคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนาดเท่าเมล็ดมะปราง มี 2 อัน อยู่บริเวณปีกมดลูกซ้าย-ขวา ทั้งสองข้าง เชื่อมติดกับมดลูกด้วยปีกมดลูกหรือท่อนำไข่
หน้าที่ของรังไข่
• สร้างเซลล์สืบพันธ์ ได้แก่ เซลล์ไข่ (Ovum)
• สร้างฮอร์โมนเพศ ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอร์โรน และแอนโดรเจน แต่ที่สำคัญมาก     สำหรับเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญเติบโต รวมถึงพัฒนาลักษณะของเพศหญิงให้เด่นชัดขึ้น เช่น การเกิดเต้านมโต การมีขนที่อวัยวะสืบพันธุ์ และเสียง เป็นต้น
       เซลล์ไข่ (Ovum) หรือไข่ของเพศหญิงจะสุก และเคลื่อนออกมาที่ท่อนำไข่ ที่เรียกว่า การตกไข่ เดือนละ 1 ใบ โดยสุกสลับกันจากรังไข่แต่ละข้าง แต่ในบางครั้ง อาจพบการเจริญ และสุกของไข่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง และหากมีการปฏิสนธิพร้อมกันก็จะเกิดเป็นตัวอ่อนทั้ง 2 ฟอง หรือที่เรียกว่า การตั้งครรภ์แฝด
รังไข่จะมีไข่ (Ovum) ที่ยังไม่เจริญเต็มที่หลายพันฟอง เมื่อเด็กเติบโตเข้าอายุ 12 – 13 ปี ไข่จะเริ่มสุก เพราะเกิดการกระตุ้นจากฮอร์โมนของต่อมพิทูอิตารี (Pituitary grand) ไข่ที่สุกแล้วจะตกจากรังไข่เดือนละ 1 ใบ ของแต่ละข้างสลับกัน และจะเคลื่อนเข้าสู่ท่อนำไข่ และหากมีการปฏิสนธิจากตัวอสุจิก็เข้าฝังตัวในเยื่อบุมดลูก ซึ่งขณะที่ไข่เคลื่อนผ่านท่อนำไข่ ต่อมรังไข่จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกเพื่อเตรียมการฝังตัวของไข่
 
รังไข่ จะเสื่อมสภาพ และฝ่อไป เมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 50 ปี ทำให้เพศหญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือบางครั้ง เรียกว่า วัยทอง
4.ท่อนำไข่(Oviduct) หรือปีกมดลูก (Fallopian Tube)  ท่อนำไข่ หรือ ปีกมดลูกเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
การตกไข่
 การตกไข่  หมายถึง  การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ โดยปกติรังไข่แต่ละข้างจะสลับกันผลิตไข่ในแต่ละเดือน ดังนั้น จึงมีการตกไข่เกิดขึ้นเดือนละ 1 ใบ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน เมื่อมีการตกไข่ มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีผนังหนาขึ้นทั้งมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 2 กรณีต่อไปนี้
1)  ถ้ามีอสุจิเคลื่อนที่เข้ามาในท่อนำไข่ในขณะที่มีการตกไข่ อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ด้านที่ใกล้กับรังไข่ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าสู่มดลูก เพื่อฝังตัวที่ผนังมดลูกและเจริญเติบโตต่อไป
2)  ถ้าไม่มีตัวอสุจิเข้ามาในท่อนำไข่  ไข่จะสลายตัวก่อนที่จะผ่านมาถึงมดลูก จากนั้นผนังด้านในของมดลูกและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง เป็นจำนวนมากก็จะสลายตัว แล้วไหลออกสู่ภายนอกร่างกายทางช่องคลอด เรียกว่า ประจำเดือน โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนเมื่อายุประมาณ 12 ปี ขึ้นไป รอบของการมีประจำเดือนแต่ละเดือนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทั่วไปประมาณ 28 วัน และจะมีทุกเดือนไปจนกระทั่งอายุประมาณ 50 – 55 ปี จึงจะหยุดการมีประจำเดือน โดยจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกาย
เต้านม (Female breasts) 

ส่วนประกอบของเต้านม
เต้านมของผู้หญิงไม่ใช่อวัยวะเพศ แต่มีความหมายทางเพศ คนจำนวนมากเห็นว่าเต้านมของผู้หญิงเป็นจุดที่กระตุ้นความต้องการทางเพศ และผู้หญิงจำนวนมากพบว่าการกระตุ้นเต้านมโดยเฉพาะบริเวณหัวนม (nipple) ทำให้เกิดความต้องการทางเพศ เต้านมจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นทางเพศหรือไม่ มากน้อยเพียงใดนั้น จะแตกต่างไปในแต่ละบุคคล และความไวของการกระตุ้นทางเพศก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่ในระยะของการมีประจำเดือนระยะใดเต้านมแต่ละข้างนั้นประกอบด้วยต่อมน้ำนมประมาณ 15-20 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีท่อน้ำนมไปสู่หัวนม และมีเนื้อเยื่อไขมันอยู่ใต้ผิวหนัง ส่วนรอบ ๆ หัวนมจะมีผิวคล้ำรอบ ๆ ซึ่งเรียกว่า อรีโอล่า (areola)   ขณะตั้งครรภ์เต้านมจะปรับตัวและเตรียมตัวเพื่อผลิตน้ำนมเลี้ยงทารก และภายใน 2-3 วัน หลังจากคลอดบุตรแล้ว เต้านมจะเริ่มผลิตน้ำนม โดยฮอร์โมนจากต่อมพิทุอิทารี่ (pituitary gland) คือ โปรแลคติน (prolactin) จะไปกระตุ้นการผลิตน้ำนม เมื่อทารกดูดหัวนมจะทำให้ต่อม พิทุอิทารี่ ถูกกระตุ้นและหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน (oxytocin) ออกมาเพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมา โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่จะกังวลกับขนาด และรูปร่างของเต้านมวัฒนธรรมของเรา มักจะคิดว่าเต้านมใหญ่ทำให้ดูเซ็กซี่ (sexy) เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ และมีการโฆษณาที่เสนอให้บริการที่ทำให้หน้าอก หรือ เต้านมใหญ่ขึ้นอยู่จำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดและรูปร่างของเต้านมที่เหมาะสมกับโครงสร้างของร่างกายเป็นสำคัญ เต้านมที่ใหญ่อาจจะสร้างความอึดอัดรำคาญ หรือดูไม่สวยสำหรับผู้หญิงบางคน เต้านมเล็กอาจจะดูดี และไวต่อการกระตุ้นทางเพศมากกว่า เนื่องจากปลายประสาทที่มาเลี้ยงไม่ได้กระจัดกระจายมากเกินไป

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศชาย(male reproductive system) ประกอบด้วย

1. อัณฑะ (testis) มีลักษณะเป็นก้อนรูปไข่มี 2 อันอยู่ในถุงอัณฑะที่ห้อยอยู่ภายนอกมีหน้าที่ผลิตอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน (testosterone) ซึ่งจะเริ่มทำหน้าที่ในวัยอายุระหว่าง 12-16 ปีฮอร์โมนนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเด็กผู้ชายเข้าสู่ วัยเจริญพันธุ์คือ ตัวใหญ่ ไหล่กว้าง มีหนวดเครา เสียงห้าวขึ้น และมีความต้องการทางเพศภายในอัณฑะจะมีหลอดเล็กๆ ขดไปมาทำหน้าที่สร้างอสุจิ เรียกว่าหลอดสร้างอสุจิ
2. ถุงอัณฑะ (scrotum) อยู่นอกร่างกายทำให้อุณหภูมิเย็นกว่าภายในร่างกายซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะกับการเจริญของอสุจิ
 3. หลอดเก็บอสุจิ (epididymis) อยู่ด้านบนของอัณฑะ ลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ทำหน้าที่เก็บอสุจิจนแข็งแรงก็จะส่งไปที่ท่อซึ่งใหญ่กว่าเรียกว่า ท่ออสุจิทำหน้าที่ลำเลียงอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
4. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (seminal vesicle)ทำหน้าที่หลั่งของเหลวประกอบด้วยอาหารจำพวกน้ำตาล ฟรักโทสและโปรตีนซึ่งทำให้อสุจิมีชีวิตอยู่ได้ เรียกอสุจิกับน้ำเลี้ยงอสุจิว่าน้ำอสุจิ (semen)
5. ต่อมลูกหมาก (prostate gland) อยู่รอบๆ หลอดฉีดอสุจิ สร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อนทำลายฤทธิ์กรดในท่อปัสสาวะของชาย
6. อวัยวะภายนอกเรียกว่า องคชาต (penis) เป็นหลอดกลวงมีท่อปัสสาวะและท่ออสุจิซึ่งเชื่อมต่อกัน เป็นทางผ่านของปัสสาวะและอสุจิแต่น้ำปัสสาวะและน้ำอสุจิจะไม่ออกจากท่อในเวลาเดียวกันมีเยื่อที่แข็งตัวได้เมื่อมีเลือดเข้าไปคั่งอยู่การทำงานจะอยู่ใต้อำนาจของเส้นประสาทที่แยกออกมาจากไขสันหลังบริเวณก้นกบ
ส่วนประกอบของอสุจิ

ภาพ : โครงสร้างของอสุจิที่มา: ซีดีโครงสร้างและหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ ๕ณาจารยืภาควิชาสูตินรีเวชวิทยา
1.ส่วนหัว(Head) มีลักษณะรูปไข่ ภายในมีนิวเคลียสบรรจุไว้เกือบเต็ม ทางส่วนหน้าสุดของส่วนหัวจะมีลักษณะเป็นถุง เรียกว่า อะโครโมโซม (acrosome) ซึ่งพัฒนามาจาก golgo bodies มีเอนไซม์ซึ่งสามารถย่อยสลายผนังเซลล์ของไข่ เรียกว่า ไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) หรือ ไฮโดรไลติก เอนไซม์ (hydrolytic enzyme) หรือ ไลซิน (lysin)
2.ส่วนลำตัว(Midpiece หรือ Middle piece) เป็นส่วนที่ต่อจากส่วนหัว มี mitochondriaจำนวนมากเรียงเป็นเกลียว ทำหน้าที่สร้างพลังงานให้กับสเปิร์ม
3.ส่วนหาง(Tail หรือ Flagellum) เป็นส่วนของหลอดโปรตีน (microtubule)ที่ยื่นออกมาจาก เซนตริโอล มีหน้าที่พัดโบกให้สเปิร์มเคลื่อนที่ไปได้
ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้

เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา จากนั้นตัวอสุจิจะถูกนำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิก่อนจะถูกลำเลียงผ่านไปตามหลอดนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการหลั่งออกสู่ภายนอก ต่อมลูกหมากจะหลั่งสารเข้าผสมกับน้ำเลี้ยงอสุจิเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวอสุจิก่อนที่จะหลั่งน้ำอสุจิออกสู่ภายนอกทางท่อปัสสาวะ
โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ส่วนการหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 – 4 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 – 500 ล้านตัว สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25  ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง
น้ำอสุจิ แต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอะสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้งละ 3 ลบ . ซม . จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว
ตัวอสุจิ มีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก
รกและฮอร์โมนที่สร้างจากรก
  เมื่อมีการตกไข่ ไข่จะเคลื่อนที่ไปในท่อนำไข่โดยการพัดโบกของขนเซลล์ (cilia) ของท่อนำไข่ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฮอร์โมนอีสโทรเจน เมื่อมีการผสมระหว่างอสุจิและไข่ เกิดการปฏิสนธิขึ้น (fertilization) จนเคลื่อนที่มาถึงมดลูกซึ่งเป็นระยะบลาสโตซิสท์ (blastocyst) มีจำนวนเซลล์ประมาณ100 เซลล์ แล้วจะฝังตัวที่โพรงมดลูกประมาณวันที่ 6-7 หลังจากตกไข่ แล้วเซลล์โทรโฟบลาสท์ (trophoblast) ของบลาสโตซิสจะยึดกับเนื้อเยื่อของมดลูก เจริญไปเป็นรก (placenta) ดังนั้นรกจึงเป็นส่วนหนึ่งของทารก แต่จะอยู่นอกตัวทารกในมดลูกของมารดา

การตกไข่ การปฏิสนธิ การแบ่งเซลล์ และการฝังตัวของตัวอ่อนที่โพรงมดลูกซึ่งใช้เวลาประมาณ 7 วัน ดังภาพ ภายหลังการฝังตัวของตัวอ่อน ส่วนเซลล์โทรโฟบลาสทจะเจริญไปเป็นรก  รกจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนมาควบคุมการตั้งครรภ์ให้ดำเนินต่อไป
รกเป็นโครงสร้างที่เชื่อมระหว่างมดลูกของมารดาและทารก  รกจะติดอยู่กับผนังด้านในของมดลูก เสมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของตัวมารดา โดยจะมีสายสะดือเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรกกับทารก   การจะดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปได้ต้องอาศัยฮอร์โมนหลายชนิด
หน้าที่ของรก
รกเป็นบริเวณที่ระบบไหลเวียนโลหิตของมารดาและทารกมาพบกัน โดยเชื่อมต่อสายสะดือของทารกกับมดลูก ของมารดา รกทำหน้าที่ 2 ประการคือ
– ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอาหาร อากาศและของเสียจากทารกในครรภ์ของทารกในครรภ์
– ทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อชั่วคราวในมดลูก ซึ่งสามารถผลิตฮอร์โมนมากมายที่จำเป็น ระหว่างตั้งครรภ์และเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับกลไกลการเจ็บครรภ์รวมทั้งฮอร์โมนอีสโทรเจน และฮอร์โมน
โพรเจสเทอโรน

ก)                                                                  ข)
ก) ทารกในครรภ์ต้องอาศัยรกในการแลกเปลี่ยนอาหาร อากาศ และของเสียจากทารกในครรภ์
ข) เส้นเลือดของทารกจะแช่จุมอยู่ใกล้ชิดกับเส้นเลือดมารดาเพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร อากาศ และของเสียจากทารกในครรภ์
ฮอร์โมนที่สร้างจากรก
 รกสร้างฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่
1.ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน
ในช่วงแรกประมาณ 6-8 สัปดาห์จะได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจากคอร์ปัส ลูเทียมที่รังไข่ หลังจากนั้นรกจะทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ เป็นฮอร์โมนที่สำคัญมาก ที่จะทำให้การตั้งครรภ์ สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยการยับยั้งการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้ร่างกายไม่กำจัด ทารกซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกายออกมาโดยไปกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฮอร์โมนที่สร้างส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของมารดาส่วนน้อยที่ผ่านไปยังทารก


แสดงระดับฮอร์โมนต่างๆ ระหว่างการตั้งครรภ์
             จะเห็นว่าในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ระดับของHCGซึ่งสร้างจากรกจะสูงมากและฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนที่สร้างจากคอร์ปัส ลูเทียมยังคงสูงอยู่  ซึ่งทำให้ไม่มีประจำเดือนและทำให้เยื่อบุมดลูกเจริญ เมื่อรกทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนได้มากขึ้น (ภาพกลาง) คอร์ปัส ลูเทียมจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนน้อยลงและหมดหน้าที่ไป (ภาพสุดท้าย) และระดับของ HCG จะลดลง เมื่อระยะเวลาการตั้งครรภ์มากขึ้น รกจะผลิตฮอร์โมนอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนได้มากขึ้น
2.ฮอร์โมนอีสโทรเจน
       การสร้างฮอร์โมนนี้จะไม่เหมือนกับที่รังไข่ เพราะรกไม่มีเอนไซม์ 17 – βไฮดรอกซิเลสที่จะเปลี่ยนโพรเจสเตอโรน หรือ เพรกนีโนโลน(pregnenolone) เป็นอีสโทรเจน จึงต้องอาศัยสเตอรอยด์ที่สร้างมาจากต่อมหมวกไตของแม่ และของทารกแทน โดยเซลล์โทรโฟบลาสท์จะใช้ดีไฮโดรอิพิแอลโดรสเตอโรน ซัลเฟต (DHEA-S) ที่ผลิตจากต่อมหมวกไตของแม่ และของทารกมาเป็นสารตั้งต้นที่จะผลิตอีสตรา
ไดออล 17 เบต้า อีสโตรนจะถูกหลั่งมาที่เลือดแม่ แต่อีสตราไดออลจะถูกต่อมหมวกไต ของทารกเปลี่ยนไปเป็น อีสไทรออล กลับมาที่รกเพื่อเข้ากระแสเลือดแม่ หน้าที่ของอีสโทรเจนในการตั้งครรภ์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าในขณะใกล้คลอดจะมีปริมาณของอีสโทรเจนสูง และอีสโทรเจนทำให้มีเลือดมาเลี้ยงที่มดลูกมาก
3.ฮอร์โมนฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟิน (human chorionic gonadotropin: HCG)
ฮอร์โมนฮิวแมนคอริโอนิกโกนาโดโทรฟินเป็นไกลโคโปรตีน มี 2 หน่วยคือ สายแอลฟาและสายเบตา สายแอลฟาประกอบด้วยกรดอะมิโน 92 ตัว สายเบตามีกรดอะมิโน 145 ตัว เป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากถุงน้ำคร่ำที่อยู่ติดกับมดลูก (chorian) สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันที่ 8 ของการปฏิสนธิ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ปริมาณ HCG จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยจะมีประมาณ 100 IU/L ในวันที่ที่ขาดประจำเดือน และ100,000 IU/L ขณะอายุครรภ์ 8-10 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะลดลงเหลือประมาณ 10,000 – 20,000 IU/L และคงที่ตลอดการตั้งครรภ์
ระบบต่อมไร้ท่อ
ต่อมไร้ท่อ(Endocrine Gland) หมายถึงต่อมที่ไม่มีท่อประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่สร้างและหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) แล้วส่งออกนอกตัวเซลล์โดยผ่านทางกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปควบคุมหรือดัดแปลงสมรรถภาพของเซลล์ของของอวัยวะเป้าหมาย (target organ)  ที่อยู่ไกลออกไป หรืออยู่ใกล้เคียงกัน  มีลักษณะการทำงานค่อนข้าช้า แต่ได้ผลการทำงานที่นาน ซึ่งฮอร์โมนมีความสำคัญต่อร่างกายและมีอิธพลต่อพฤติกรรมของคนเราอโดยฮอร์โมนแต่ล่ะชนิดจะทำงานไปพร้อมๆกันเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายให้คงที่อยู่เสมอ
หน้าที่สำคัญคือ ควบคุมระบบพลังงานของร่างกาย ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย ควบคุมระบบสืบพันธุ์และต่อมน้ำนม ถ้าเกิดความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่มีการผลิตฮอร์โมนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะส่งผลเฉพาะต่ออวัยวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนนั้นๆ ให้ทำงานผิดปกติไปด้วย ระบบต่อมไร้ท่อจึงถือเป็นระบบสื่อสารภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมเชื่อมโยง ติดต่อประสานกับการทำงานของระบบอื่นๆในร่างกาย ลักษณะการทำงานจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ให้ผลระยะยาวนาน เช่นการเจริญเติบโตของร่างกาย การผลิตน้ำนม ซึ้งต้องอาศัยเวลาจึงจะแสดงผลให้ปรากฏ
บทบาทหน้าที่ของฮอร์โมน
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. การสืบพันธุ์ โดยฮอรฺโมนจากระบบสืบพันธุ์ เช่น แอนโดรเจน (androgen) เอสโตรเตน (estrogen) โพรเจสเคอโรน(progesterone) luteinizing hormone  follicle stimulating hormone และ โพรแลกติน ฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงตามวัยของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น การสร้างอสุจิ  การตั้งครรภ์ การคลอดเป็นต้น
2. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกายทำให้มีการเจนิญเติบโตของเนื้อเยื่อของร่างกายการเจริญเติบโตตามวัย การแก่ชรา ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องคือ Growth hormone, Thyroxin hormone, Insulin
3. การสร้างและการใช้พลังงาน คือ ควบคุมกระบวนการ Metabolism ภายในร่างกายให้มีการใช้พลังงานของเซลล์ของอวัยวะต่างๆ เช่น ควบคุมกระบวนการ Metabolism ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน โดยมีฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง คือ อินซูลิน เอพิเนฟริน คอติซอล
4. การรักษาสภาวะภายในร่างกายให้คงที่ เช่นการควบคุมเกลือแร่ และน้ำ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้สมดุล ได้แก่ แอลโดสเตอโรน ควบคุมโซเดียม ADH (Antidiuretic hormone) ควบคุมปริมาณน้ำ เป็นต้น
ประเภทและคุณสมบัติของฮอร์โมน
1. Paracrine hormone คือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์โดยการไปกระตุ้นหรือยับยั้งกระบวนการบางอย่างในเซลล์เป้าหมายที่อยู่ข้างเคียง
2. Autocrine hormone คือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ที่เซลล์ผลิตฮอร์โมนเอง
3. Endocrine hormone คือ ฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์เป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปจากเซลล์ที่สร้างออร์โมน
4. Neurocrine hormone คือฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ประสาท ส่งไปตามเส้นใยประสาทเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด

ภาพ : ประเภทและคุณสมบัติของฮอร์โมน
การจำแนกต่อมไร้ท่อตามความสำคัญต่อชีวิต
1.2.1) Essential endocrine gland เป็นต่อมไร้ท่อที่จำเป็นมาก ถ้าขาดแล้วทำให้ตายได้ ได้แก่ต่อมดังต่อไปนี้
1.1)ต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid)
1.2) ต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)
1.3) ต่อมไอส์เลตของตับอ่อน (islets of Langerhans )
1.2.2 ) Non – Essential endocrine gland เป็นต่อมที่ไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยมากต่อร่างกาย ได้แก่ต่อม ดังต่อไปนี้
2.1) ต่อมใต้สมอง ( pituitary )
2.2) ต่อมไทรรอยด์ ( thyroid )
2.3) ต่อมหมวกไตชั้นใน ( adrenal medulla )
2.4) ต่อมไพเนียล ( pineal )
2.5) ต่อมไทมัส ( thymus )
2.6) ต่อมเพศ ( gonads )
เมื่อแบ่งฮอร์โมนออกตามคุณสมบัติทางเคมี แบ่งได้เป็น 5 ชนิด คือ
1. ฮอร์โมนประเภทเพป์ไทด์หรือโปรตีน (peptide hormone, protein hormone) โครงสร้างประกอบด้วยกรดอะมิโน ได้แก่ ฮอร์โมนที่ได้จาก hypothalamus, pituitary gland parathyroid gland, ตับ ตับอ่อน ฮอร์โมนประเภทโปรตีนบางชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบของโมเลกุล เรียกว่า glycoprotein ฮอร์โมนกลุ่มนี้ได้แก่ gonadotropin hormone (follicle stimulating hormone; FSH, luteinizing hormone; LH) และ thyrotrophic hormone (thyroid stimulating hormone; TSH) มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ สร้างและเก็บไว้ในต่อมที่สร้างในถุงขับหลั่ง เมื่อหลั่งออกสู่ระบบไหลเวียนจะอยู่ในรูปอิสระไม่จับกับโปรตีนใด ๆในพลาสมา ระดับของฮอร์โมนไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มี half life สั้น 5-10 นาที ไม่ผ่านเข้าเซลล์อวัยวะเป้าหมาย จึงต้องมีตัว receptor อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ออกฤทธิ์โดยผ่านตัวส่งข่าวตัวที่ 2
2. Steriod hormone สังเคราะห์จากสารเริ่มต้น คือ cholesterol ที่อยู่ในรังไข่นฮอร์โมน อัณฑะ ต่อมหมวกไตส่วนนอก มีคุณสมบัติละลายในไขมันได้ดี สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ คุณสมบัติเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะถูกหลั่งออกมาทันที ถูกขนส่งทางกระแสโลหิต  โดยจับกับโปรตีนอย่างจำเพาะในพลาสมา ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดค่อนขางคงที่ มี half life นานกว่า peptide hormone  เข้าไปในเซลล์จับกับ cytoplasmic receptor ออกฤทธิ์ที่ยีนส์
3. ฮอร์โมนประเภทเอมีน สังเคราะห์จากกรดอมิโน tryptophan, tyrosine โดยตัดกลุ่มคาร์บอกซิล  (-COOH) ออกแล้วมาต่อกันใหม่ เรียกฮอร์โมนกลุ่มนี้ว่า amine สร้างจากกรดอะมิโนไทโรซีน (tyrosine) มีขนาดโมเลกุลเล็ก ได้แก่ ฮอร์โมน catecholamine นอกจากนี้ยังมีต่อมหมวกไตส่วนใน และต่อมธัยรอยด์ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนในได้แก่ เอพิเนฟรินและนอร์เอพิเนฟรินเมื่อหลั่งออกสู่ระบบไหลเวียน    เอพิเนฟรินจะจับกับอัลบูมินในพลาสมาส่วนนอร์เอพิเนฟริน จะอยู่ในรูปอิสระส่วนธัยรอยด์ฮอร์โมนจะจับกับโปรตีนเฉพาะในพลาสมา คุณสมบัติของเอมีฮอร์โมน คือ สร้างและถูกเก็บไว้ในต่อมที่สร้างใน vesicles ถูกขนส่งทางกระแสโลหิต บางชนิดจับกับพลาสมา เช่น ไทรอกซีน บางชนิดไม่จับกับโปรตีนในพลาสมา ได้แก่  catecholamine เป็นฮอร์โมนที่ละลายในน้ำได้ดี
4. Derivative of fat สังเคราะห์จากไขมันไม่อิ่มตัวได้แก่ arachidonic acid มีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลทางสรีระ
5. Glycoprotein hormone เกิดจากการต่อ CHO ให้แก่กรดอมิซีรีน ธรีโอนีน เป็นต้น ได้แก่ FSH, LH, TSH
การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนมี 4 วิธี
1.การหลั่งฮอร์โมนตามปริมาณการใช้   ฮอร์โมนจะหลั่งออกมาเมื่อมีความต้องการใช้ เซลล์ของต่อมไร้ท่อจะตอบสนองต่อตัวกระตุ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของสารในกระแสเลือด หรือความเข้มข้นของฮอร์โมนในกระแสเลือด เฉพาะเจาะจงต่ออวัยวะเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งตัวกระตุ้นเหล่านี้ อาจจะมีจำนวนมากแล้วกระตุ้น ให้ฮอร์โมนหยุดการทำงาน เช่นถ้าร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง จะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา หรือถ้าร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนออกมาทำงาน ซึ่งแล้วแต่การทำงานของฮอร์โมนแต่ละตัว
การหลั่งของฮอร์โมนต้องสัมพันธ์กับการสร้าง เพราะจะได้มีการสร้างฮอร์โมนใหม่ ให้มาทดแทนที่ถูกหลั่งออกไป เมื่อเซลล์ถูกกระตุ้นแรงๆ จะมีการหลั่งสองลักษณะ (biphasic) คือมีการหลั่งอย่างรวดเร็วในระยะแรก แล้วหลั่งน้อยลง แต่นานกว่าในช่วงหลัง พร้อมทั้งมีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น อัตราการหลั่งของฮอร์โมน จึงมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ เป็นช่วงๆ (pulsatile) มีหลายแบบดังนี้ การหลั่งเป็นช่วงๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (circhoral) เช่น ฮอร์โมนเพศ การหลั่งขึ้นลงนานกว่าชั่วโมงแต่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง (ultradian) การหลั่งเปลี่ยนแปลงทุกวันโดยมีระดับสูงที่เวลาเดียวกันทุกวัน (diurnal) เช่นฮอร์โมน ACTH ที่หลั่งออกมาสูงช่วงเช้ามืดของทุกวัน การหลั่งแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง (circadian) เช่นโกรทฮอร์โมนจะหลั่งขณะที่นอนหลับสนิทและการหลั่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาประมาณ 1 ปี/หรือฤดูกาล (circannnual/seasonal) เช่นระดับสูงสุดของโกนาโดโทรปิน ในช่วงก่อนตกไข่ทุก 28 วันและขึ้นลงตามฤดูกาลได้
2.การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบยับยั้งย้อนกลับ (negative feedback ) เป็นรูปแบบการควบคุมที่ใช้มาก คือการที่อวัยวะเป้าหมายสร้างสารขึ้นมาเพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของต่อมไร้ท่อหลั่งฮอร์โมนหรือน้อยลงโดยทางตรงเ เช่น การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อระดับของกลูโคสในกระแสเลือดมาก ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมา เพื่อนำกลูโคสเข้าเซลล์ ซึ่งจะทำให้ระดับกลูโคส ในกระแสเลือดลดลง ระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดที่ต่ำลง จะไปส่งสัญญาณให้ตับอ่อน ผลิตฮอร์โมนอินซูลินลดน้อยลง เป็นต้น

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนโดยการยับยั้งย้อนกลับ (negative feedback)
3.การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบกระตุ้นย้อนกลับ ( positive feedback) เป็นรูปแบบที่พบน้อยกว่า เป็นการทำงานตรงกันข้าม กับการยับยั้งที่กล่าวมาแล้ว คือ แทนที่จะไปยับยั้งแต่ผลของฮอร์โมน จะไปกระตุ้นให้มีการทำงานของต่อมไร้ท่อมากขึ้น เช่น ฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งการที่ทารกดูดนมมารดาอยู่สม่ำเสมอ จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไต้สมองสร้างฮอร์โมนออกซิโทซินตลอดเวลาหรือมากขึ้น

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบกระตุ้นย้อนกลับ (Positive feedback)
ต่อมไร้ท่อหลักของร่างกายประกอบด้วย
1.ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)
2.ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)
3.ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)
4.ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)
5.ตับอ่อน (Pancrease)
6.ต่อมหมวกไต (Adrenal gland)
7.ต่อมเพศ (Gonad)
8.ต่อมเหนือสมอง (Pineal gland)
1.ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)
ตั้งอยู่ที่ฐานของสมองด้านหน้าของทาลามัส โดยมีร่องไฮโพทาลามัสคั่นกลาง ด้านหน้าของไฮโพทาลามัสคือ จุดที่เส้นประสาทจากลูกตามาบรรจบและไขว้กัน (optic chiasm) ส่วนล่างของไฮโพทาลามัสคือ tubercinerium ซึ่งมีส่วนตรงกลางเรียกว่า median eminence หลอดเลือดแดงจะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดฝอยแล้วรวมตัวไหลลงไปตามก้านของต่อมใต้สมองไปเลี้ยงต่อมใต้สมองส่วนหน้าเรียกระบบหลอดเลือดนี้ว่า hypophyseal portal system ที่ระบบไหลเวียนนี้เป็นแหล่งที่ฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส หลั่งออกมา ซึ่งเป็น releasing hormone (RH) และinhibiting hormone (IH) มีผลไปควบคุมการทำงานของต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนที่สร้างจากไฮโพทาลามัสได้แก่   Releasing hormone :  Growth hormone  releasing  hormone (GHRH), prolactin  releasing hormone (PRH), Gonadotrophicreleasing hormone (GnRH),Thyriod releasing  hormone  (TRH), corticotropic releasing  hormone (CRH) ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองส่วนหน้าและยับยั้งการหลั่ง (inhibiting hormone)
ประกอบด้วยฮอร์โมน growth hormone (somatostatin), prolactin (PIF) และ Melatonin (MIH)
2.ต่อมใต้สมอง ( pituitary gland )
ต่อมใต้สมองมีขนาดประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส แบ่งได้ 3 ส่วนคือ ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ( anterior pituitary ) , ต่อมใต้สมองส่วนกลาง ( interior pituitary ) และต่อมใต้สมอง ส่วนหลัง ( posterior pituitary )
o ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง : มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันที่เรียกว่า Adenohypophysis ซึ่งสามารถสร้าง ฮอร์โมนได้เองดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยเดียวกันซึ่งถือได้ว่าเป็นต่อมไร้ท่อแท้จริง
o ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อประสาท ที่เรียกว่า Neurohypophysis
 การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง
ต่อมใต้สมองส่วนหน้า : เซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะสร้างฮอร์โมนได้ต้องถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนประสาทหรือรีลีสซิ่งฮอร์โมน (releasing hormone) ที่สร้างจากนิวโรซีครีทอรีเซลล์ (neurosecretory cell) ที่มีตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสเสียก่อน

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ จากสมองส่วนไฮโปทาลามัสมาสิ้นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาทออกมาสู่กระแสเลือดเข้าสู่เส้นเลือดที่มาเลี้ยงต่อมใต้สมองส่วนหลังดังนั้นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลังก็คือ ฮอร์โมนประสาทนั่นเอง

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าหรืออะดิโนไฮโปไฟซีส (anterior pituitary gland หรือ adenohypophysis) เป็นฮอร์โมนพวกโปรตีน ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ประเภทคือ
1. กลุ่มแรกเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมนออกมาเรียกฮอร์โมนพวกนี้ว่าฮอร์โมนกระตุ้นซึ่งจะมีคำต่อท้ายว่า ” trophic hormone, trophin หรือ stimulating hormone ” ได้แก่
– อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟริกฮอร์โมน ( adrenocortico trophic hormone ) เรียกย่อว่า ACTH
– ไทรอยด์ สติมูเลติงฮอร์โมน ( thyroid stimulating hormone ) เรียกย่อว่า TSH
– ลูทิไนซิง ฮอร์โมน ( luteinizing hormone ) เรียกย่อว่า LH หรือ อินเตอร์สติเชียลเซลล์ สติมิวเลติงฮอร์โมน ( interstitial cell stimulating hormone) เรียกย่อว่า ICSH
– ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมน ( follicle stimulating hormone )เรียกย่อว่า FSH
2.กลุ่มสองเป็นฮอร์โมนที่ไปมีผลต่ออวัยวะเป้าหมายโดยตรงไม่ได้กระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมน ได้แก่
o โกรทฮอร์โมน ( growth hormone ) เรียกย่อว่า GH หรือ โซมาโตโทรฟริน ( somatotrophin ) เรียกย่อว่า STH
o โพรแลกทิน (prolactin ) เรียกย่อว่า PRL

ภาพแสดงฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
อวัยวะเป้าหมาย : อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายทั้งหมดโดยฮอร์โมนจะมีผลทำให้เซลล์เพิ่มการนำกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์และเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์
หน้าที่ : ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายทั่วๆไป
1. ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมน ( follicle stimulating horne; FSH )และ luteinizing hormone; LH   
เป็น gonadotropic hormone หรือ gonotropins (Gn) ที่มีผลต่อต่อมเพศ รังไข่และลูกอัณฑะ ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่และบทบาทในการกระตุ้นและควบคุมการเจริญเติบโตของฟอลลิเคิลของไข่อ่อน การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ในเพศหญิง การสร้างอสุจิในเพศชายต้องอาศัยทั้ง FSH และ LH (ICSH)
LH มีหน้าที่ดังนี้
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่หลังจากกระตุ้นด้วย FSH ทำให้ไข่สุกและกระตุ้นการตกไข่
2.ทำให้เกิด corpus luteum ในรังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้าง คือฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนและกระตุ้นการหลั่งโพรเจสเตอโรน
3.เตรียมต่อมน้ำนมสำหรับการหลั่งน้ำนม
4.ในเพศชาย LH เรียกอีชื่อว่า ICSH (Interstitial cell stimulating Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้น ley dig cell ในอัณฑะให้เจริญและสร้างฮอร์โมนเพศชาย (androgen) เช่น เทสโทสเตอโรนปกติ FSH และ LH จะต้องทำงานร่วมกันจึงจะเกิดผลเต็มที่

การควบคุม การหลั่ง FSH , LH
ถูกกระตุ้นโดย gonadotropin releasing hormone (GnRH) หรือ luteinizing hormone releasing hormone (LHRH) จากไฮโพทาลามัส แต่ inhibin hormone จากอัณฑะและรังไข่ยับยั้งการหลั่ง FSH และ LH
2.โพรแลกทิน (Prolactin = PRL )
อวัยวะเป้าหมาย : เซลล์ต่อมน้ำนม
หน้าที่ : กระตุ้นต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และขณะเลี้ยงทารกและพบว่าขณะที่ทารกดูดนมแม่จะมีการกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนนี้เพิ่มมากขึ้นทำให้มีน้ำนมเลี้ยงทารกตลอดเวลาแต่ถ้ามารดาที่ไม่ให้นมทารกการหลั่งฮอร์โมนนี้จะน้อยลงมีผลทำให้ต่อมน้ำนมหยุดสร้างน้ำนม
            3. อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟิก ฮอร์โมน ( adrenocortico trophic hormone = ACTH)
อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมหมวกไตส่วนนอก
หน้าที่ : กระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอกให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติ

         4.ไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์โมน ( thyroid stimulating hormone = TSH) หรือ thyrotropin
อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมไทรอยด์
หน้าที่ : กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติระดับในพลาสมามีค่าต่ำและจะหลั่งมากในตอนกลางคืนขณะนอนหลับ แลัวลดลงภายหลังตื่นและยังขึ้นอยู่กับระดับของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ TSH กระตุ้นการเจริญเติบโตและควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมให้มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนจากต่อม คือ ไทรอกซีน (thyroxin, T4) และ    ไทรไอโอโดไทโรนีน (triiodothyronine, T3)
การควบคุมการหลั่ง
TSH ถูกกระตุ้นโดย thyrotrophin releasing hormone (TRH) จากไฮโพทาลามัสและถูกยับยั้งย้อนกลับโดยฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ฉะนั้นระดับฮอร์โมนไทรอกซินลดลง ระดับของ TSH จะสูงขึ้น

ภาพแสดงต่อมไทรอยด์
ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนกลาง
มีความสำคัญและหน้าที่เด่นชัดเฉพาะในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเท่านั้น โดยทำหน้าที่ผลิตและหลั่งเมลาโนไซต์สติมิวเลติงฮอร์โมน (melanocyte-stimulating hormone = MSH ) จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แทรกอยู่ระหว่างหนังกำพร้า (epidermis) และหนังแท้ (dermis) ให้สังเคราะห์รงควัตถุสีน้ำตาล-ดำที่เรียกว่า เมลานิน (melanin) นอกจากนั้น MSH ยังทำหน้าที่กระุตุ้นให้เมลานินภายใน            เมลาโนไซต์กระจายตัวออกไปทั่วเซลล์ เป็นให้สีผิวเข้มขึ้น ในสัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีผิวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อการพรางตัวได้อย่างรวดเร็วการเปลี่ยนสีผิวดังกล่าวเกิดจากการกระจายตัวของเมลานินภายในเมลาโนไซต์ซึ่งได้รับการกระตุ้นจาก MSH นั่นเอง
ในคนต่อมใต้สมองส่วนกลางจะมีขนาดเล็กมาก และจัดเป็นส่วนหนึ่งของต่อมใต้สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่ผลิตและหลั่ง MSH ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ ACTH มาก แต่ไม่มีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน
ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง 
ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : เจริญมาจากเนื้อเยื่อประสาท ต่อมใต้สมองส่วนหลังเป็นที่เก็บฮอร์โมนสองชนิดที่หลั่งจากของใยประสาทแอกซอน (axon)ของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ที่ตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสฮอร์โมนจะเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทแอกซอนและมาเก็บไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เมื่อเซลล์ประสาทได้รับการกระตุ้น ฮอร์โมนที่เก็บไว้จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมายเป็นพวกโปรตีนฮอร์โมน ฮอร์โมนสองชนิดที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหลังคือวาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน ( vasopressin หรือ antidiuretic hormone) ADH และออกซิโทซิน      (oxytocin )

ภาพแสดงฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง
1. วาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน (antidiuretic hormone = ADH )
อวัยวะเป้าหมาย : ท่อหน่วยไตและหลอดเลือดแดง
หน้าที่ : กระตุ้นการดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อหน่วยไตเมื่อปริมาณน้ำในเลือดลดลงจึงควบคุมการเกิดน้ำปัสสาวะ
ความผิดปกติ : ถ้าขาดจะเป็นโรคเบาจืด จะปัสสาวะบ่อยเนื่องจาก ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อได้น้อย
2. ออกซิโทซิน ( oxytocin ) 
อวัยวะเป้าหมาย : กล้ามเนื้อมดลูกและกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนม
หน้าที่ : กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้บีบหรือหดตัวเป็นระยะๆเพื่อให้ทารกคลอด
กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมทำให้มีการหลั่งน้ำนมเพื่อเลี้ยงทารก การดูดนมของทารกช่วย
กระตุ้นให้มีการหลั่งออกซิโทซิน มากขึ้นทำใหกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมมีการบีบตัวขับน้ำนมออกมามากขึ้น
3.ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)
เป็นต่อมไร้ท่อที่อยู่ด้านหน้าของลำคอ โดยอยู่ด้านข้างและใต้ต่อกระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) ต่อมนี้มี 2 พู แผ่ออกทางด้านข้างและคลุมพื้นที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของหลอดลมรวมทั้งส่วนของกระดูกและทั้งสองพูนี้จะเชื่อมกันที่คอคอดไทรอยด์ (isthmus) ซึ่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าต่อกระดูกอ่อนของหลอดลม (trachea cartilage) ชิ้นที่สองหรือสาม ขนาดของต่อมจะเล็กลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ภายในต่อมประกอบด้วยถุงฟอลลิเคิล (follicle) ทรงกลมเล็ก ๆ จำนวนมากที่ผนังประกอบด้วยเซลล์เรียงเป็นชั้นเดียวเป็นแหล่งที่สร้างฮอร์โมนแล้วส่งเก็บที่ lumen เมื่อร่างกายต้องการจะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบไหลเวียน ฮอร์โมนนี้มีลักษณะคล้ายวุ้นหรือ คอลลอยด์เรียกว่า ไทโรโกลบูลิน (Thyroglobulin) มีสองชนิดคือ tetraiodothyronine หรือเรียกว่า Thyroxine (T4) และ Triiodothyronine (T3) ฮอร์โมนนี้จะถูกเก็บไว้ในต่อมและจะถูกหลั่งเมื่อถูกกระตุ้นจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ฮอร์โมนในเลือดอยู่ในรูป T4 มากกว่า T3 แต่ T3 มีความสามารถในการออกฤทธิ์แรงกว่าประมาณ 3-4 เท่า
การสังเคราะห์ฮอร์โมน
การสังเคราะห์เกิดขึ้นที่โพรงของถุงฟอลลิเคิลโดยมีขั้นตอนดันี้
1. ไอโอไดด์( I- ) ถูกเก็บจากเลือดเข้าสู่เซลล์ของฟอลลิเคิล และเข้าสู่โพรงของถุงฟอลลิเคิลโดยอาศัย active transport ข้นตอนนี้ถูกยั้บยั้งโดยยาที่หยุด oxidative phosphorylation หรือเมื่อต่อมขาดออกซิเจน
2. ไอโอไดด์ถูก oxidized เป็น active iodine โดย peroxidase enzyme ไอโอดีนจะเกาะกับไทโรซีนทันที ทำให้เกิด monoiodotyrosine : MIT มีไอโอดีน 1อะตอม/หน่วยหรือ หน่วยไดไอโอโดไทโรซีน(diiodotyrosine : DIT มีไอโอดีน 2 อะตอม/หน่วย)การทำปฏิกิริยาระหว่างไอโอไดด์กับไทโรซีน ถูกเร่งโดยเอนไซม์ไทโรเปอ-ออกซิเดส (thyroperoxidase : TPO) เรียกขั้นตอนนี้ว่า organic binding
3. เมื่อสองโมเลกุลของ DIT มารวมกันกับหน่วย MIT จะได้ triiodothyronine หรือ T3 DIT กับ DIT รวมกันได้เป็น thyroxine หรือ T4 ขั้นตอนนี้เรียกว่า coupling reaction

ขั้นตอนเหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วย TSH  เมื่อมีการหลั่ง ฮอร์โมน thyroglobulin ในโพรงของถุง follicle จะถูกนำเข้าสู่เซลล์โดยกระบวนการ endocytosis และ vesicle จะรวมตัวกับ lysosomes ซึ่งจะปล่อยเอ็นไซม์ย่อยผลผลิตต่างๆ ได้ T3, T4 ซึ่งจะถูกหลั่งออกจากเซลล์เข้าสู่กระแสเลือด ส่วน ไอโอไดด์และไทโรซีนจะถูกนำมาใช้ในการสร้างฮอร์โมนใหม่

หน้าที่และบทบาท
1.มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายทั่ว ๆไป กระตุนการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ (tissue growth factors) การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวช่วยในการจัดเรียงตัวของเซลล์ที่อวัยวะต่างๆ กระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีนเพิ่มมากขึ้นและทำให้ร่างกายสะสมไนโตรเจน ฮอร์โมนนี้มีความสำคัญและจำเป็นมากต่อการเจริญเติบโตของเด็กทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด การพัฒนาเข้าสู่วัยรุ่นและกระตุ้นการพัฒนาการของสมอง ระบบประสาทและกระดูก
2.ผลต่อเมตาบอลิซึม    การผลิตความร้อนและการใช้ออกซิเจนมีผลเป็น calorigenic action คืออัตราการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ในร่างกาย มีผลทำให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย (calorigenesis) ซึ่งเป็นการเร่งกระบวนการ catabolic เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายนอก ทำให้ basal metabolic rate (BMR) เพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นการใช้ออกซิเจน ดังนั้นฮอร์โมนจึงมีผลเพิ่มอัตราการหายใจในสภาวะปกติและเพิ่ม cardiac output เพื่อให้มี O2  เพียงพอที่จะไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั้งร่างกาย
2.2 เมตาบอลิสซึมคาร์โบไฮเดรต กระตุ้นการสร้างกลูโคส (gluconeogenesis) การดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเพื่อเพิ่มระดับกลูโคสในเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เร่งกระบวนการสลายไกลโคเจนเป็นกลูโคส (glycogenolysis) เมื่อมีระดับฮอร์โมนสูงแต่จะมีผลกระตุ้นการผลิตไกลโคเจนถ้ามีฮอร์โมนต่ำ
2.3 เมตาบอลิสซึมไขมัน ลดการสร้างไขมัน และ cholesterol ในเลือดเพิ่มการแตกสลายของไขมัน (lipolysis) จากเนื้อเยื่อไขมันและเซลล์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้มีกรดไขมันอิสระในกระแสเลือดและนำไปใช้เป็นพลังงาน
2.4 เมตาบอลิสซึมของปรตีน ไทรอยด์ฮอร์โมนขนาดพอเหมาะมีผลกระตุ้นการสร้างและการสลายโปรตีนตลอดเวลาเป็นวงรอบ
2.5 เมตาบอลิสซึมของวิตามิน เพื่อเพิ่มความต้องการของวิตามิน เพราะวิตามินเป้นสารตั้งต้นของตัวกระตุ้นสารเร่งปฏิกิริยา (coenzyme) เพื่อใช้ในกระบวนการเมตาลอลิสซึมของร่างกาย
3.ผลต่อระบบประสาท มีผลโดยตรงต่อระบบประสาทถ้าขาดฮอร์โมนจะคิดอะไรเชื่องช้าแต่ถ้ามีฮอร์โมนมากไปจะคิดได้ว่องไว กระวนกระวาย หงุดหงิด
4.ต่อมพาราไทรอยด์
 มีลักษณะเป็นก้อนกลมเล็ก  ฝังอยู่ด้านหลังของเนื้อเยื่อไทรอยด์ในคนมีทั้งหมด 4 ต่อม ข้างละ 2 ต่อม เป็นต่อมขนาดเล็ก ฮอร์โมนสำคัญที่สร้างจากต่อมนี้ คือ
– ฮอร์โมนพาราทอร์โมน (Parathyroid hormone; PTH) ทำหน้าที่รักษาสมดุลของแคลเซียมในร่างกายให้คงที่ ถ้าหากมีฮอร์โมนนี้มากเกินไปจะมีผลทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟันออกมา ทำให้เกิดอาการกระดูกเปราะบางและหักง่าย ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ฟันหักและ  ผุง่าย ถ้าต่อมพาราไทรอยด์บกพร่องไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ จะมีผลทำให้สูญเสียการดูดกลับที่ท่อหน่วยไตลดลงทำให้สูญเสียแคลเซียมไปกับน้ำปัสสาวะและเป็นผลทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลงมาก กล้ามเนื้อจะเกิดอาการเกร็งและชักกระตุก  แขนขาสั่น ปอดทำงานไม่ได้  อาการอาจหายไปเมื่อฉีดด้วยพาราทอร์โมนและให้วิตามินดีเข้าร่วมด้วย
5.ตับอ่อน (pancreas)
ตับอ่อนตั้งอยู่ที่ด้านบนซ้ายของช่องท้อง โดยวางตัวจากส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum ) ถึงม้าม (spleen) ละด้านหลังของกระเพาะ (stomach) มีลักษณะค่อนข้างแบน มีความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร ตับอ่อนทำหน้าที่ทั้งเป็นต่อมมีท่อคือการสร้างน้ำย่อยไปที่ลำไส้เล็กและเป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจะรวมกันเป็นกลุ่มมีชื่อว่า ไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ ( Islets of Langerhans ) มีปริมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อตับอ่อนทั้งหมด


ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดคือ
Alpha cell หลั่ง glucagon 20%
Beta cell หลั่ง insulin 70%
Delta cell หลั่ง somatostantin 5%
F cell หลั่ง pancreatic polypeptide 5%
ฮอร์โมนที่สร้างจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์
1.ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)
แหล่งสร้าง : จากเบต้าเซลล์ (beta cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่รอบนอกของกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ อวัยวะเป้าหมายคือ ตับ กล้ามเนื้อ
หน้าที่ : ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ 80 – 100 มิลลิกรัม / 100 ลบ.ซม. )โดยเพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ตับ กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน ( โมเลกุลคาร์โบไฮเดรตที่สร้างจากกลูโคส ) เก็บสะสมไว้ภายในเซลล์
2. ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon)
แหล่งสร้าง : จากแอลฟาเซลล์ (alpha cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ส่วนในและเป็นเซลล์ส่วนใหญ่ของกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ อวัยวะเป้าหมาย คือ ตับ  กล้ามเนื้อ
หน้าที่ : เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
– กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยนไกลโคเจนให้เป็นกลูโคสปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด
– เพิ่มการสังเคราะห์กลูโคสจากกรดอะมิโนและกรดไขมัน
การรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด จะเป็นสัญญาณยับยั้งหรือกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและกลูคากอนจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ และผลจากการทำงานของฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในสภาวะปกติเสมอ

3.ฮอร์โมน Somatostantin :เป็น neurotransmitter ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน glucagon, insulin
6.ต่อมหมวกไต ( Adrenal gland )
– ต่อมหมวกไตตั้งอยู่ที่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง จึงเรียกว่าต่อมหมวกไต แต่ละต่อมประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือ
–  ต่อมหมวกไตด้านนอกหรืออะดรีนัลคอร์เทกซ์ ( adrenal cortex ) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่แตกต่าง 3 ชนิด
–  ต่อมหมวกไตด้านในหรืออะดรีนัลเมดัลลา ( adrenal medulla )
ซึ่งทั้งสองส่วนจะผลิตฮอร์โมนพวกสารสเตอรอยด์ที่ทำหน้าที่ต่างกัน
– การสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนนอกต้องอาศัยฮอร์โมน ACTH จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามากระตุ้น
– ต่อมหมวกไตมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ฮอร์โมนในกลุ่มนี้จะควบคุมเมแทบอลิซึมของ คาร์โบไฮเดรท ไขมันและโปรตีน รักษาระดับสารน้ำในร่างกายและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับความเครียดต่อเหตุการณ์ต่างๆทั้งในชีวิตประจำวันและยามฉุกเฉิน
Adrenal cortex แบ่งออกเป็น 3 ชั้น
1. Zona glumerulosa หลั่งฮอร์โมนกลุ่ม mineralocorticoid : aldosterone
2. Zona fasiculata หลั่งฮอร์โมนกลุ่ม Glucocorticoid:cortisol, cortocosterone
3.Zona reticularis หลั่งฮอร์โมนชนิด androgen, estrogen
-ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ฮอร์โมนที่สำคัญได้แก่ คอร์ติซอล (cortisol) คอลติซอล เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวในภาวะเครียด (stress) เช่น ช็อค บาดเจ็บ เป็นต้น เมื่อร่างกายมีความเครียดจะทำให้ไฮโปทาลามัสหลั่งฮอร์โมน (corticotriphin releasing factor : CAF) ออกมา CRF จะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่ง ACTH และ ACTH จะกระตุ้นอะดรีนัลคอร์เทกซ์ให้หลั่งคอร์ติซอล
บทบาทคือ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดโดยยับยั้งการทำงานของอินซูลินและกระตุ้นให้เซลล์ตับเปลี่ยนกรดอะมิโน และกรดไขมันเป็นไกลโคเจนสะสมไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นกลูโคสเพื่อส่งเข้าสู้กระแสเลือด นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ลดการอักเสบของร่างกายด้วย ดังนั้นจึงมีการนำมาทำเป็นยาลดการอักเสบที่ไม่ได้ติดเชื้อ
o ฮอร์โมนมิเนอราโลคอร์ติคอยด์ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุภายในร่งกาย ฮอร์โมนที่สำคัญในกลุ่มนี้คือ แอลโดสเทอโรน (aldosterone) ซึ่งจะหลั่งออกมามากขึ้นในขณะที่ร่างกายขาดน้ำหรือความเข้มข้นของโซเดียมในเลิอดลดต่ำลง โดยทำหน้าที่กระตุ้นท่อไตให้ดูดซึมน้ำ และโซเดียมเข้าสู่กระแสเลือด และขับถ่ายโพแทสเซียมออกสู่ท่อไต
o ฮอร์โมนเพศ อะดรีนัลคอร์เทกซ์สังเคราะห์ฮอร์โมนเพศฆ ทั้งชายและหญิง (เทสโทสเทอโรนและ เอสโทรเจน) โดยจะผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมาก แต่เมื่อเทียบกับการสังเตราะห็จากอวัยวะเพศแล้วถือว่าน้อยมาก ทำให้การสังเคราะห์จากอะดรีนัลคอร์เทกซ์มีผลน้อยมาก ยกเว้นฮอร์โมนเทสโทสเทกโรนจะมีผลทำให้เกิดขนที่รักแร้ หัวเหน่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

Adrenal medulla  เป็นเนื้อเยื่อที่เปลียนแปลงมาจากเนื่อเยื่อประสาทในระหว่างการเจริญ เติบโตในระยะเอ็มบริโอ ทำหน้าที่สังเคราะห์ และหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิดคือ
– อะดรีนาลีน หรือ เอพิเนฟรีน (epinepinephirne) มีผลต่อการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากมายได้แก่ ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นแรง และเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง หลอดลมขยาย ม่านตาขยาย ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี่ที่ไปหล่อเลี้ยงที่สมอง หัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อขยาย  เป็นต้น
– นอร์อะดรีนาลีนหรือ นอร์เอพิเนฟรีน (norepinefphirne) เป็นสารเดียวกับสารสื่อประสาทที่หลั่งจากปลายประสาทที่ซิมพาเทติก ผลของฮอร์โมนชนิดนี้คล้ายกับอะดรีนาลีน ยกเว้นผลที่มีต่อเส้นเลือด เมื่อร่างกายเผชิญกับภาวะต่าง ๆ เช่น เมื่อเผชยหน้ากับสัตว์ร้าย หรือศัตรู ตื่นเต้น ตกใจ ฯลฯ ไฮโพทาลามัสจะส่งกระแสประสาทซิมพาเทติกมากระตุ้นอะดรีนัลเมดัลลา ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน และนอร์อะดรีนาลีน ฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะสู้และตอบสนองต่อภาาวะเครียดต่าง ๆ

เนื้อเยื่อต่อมหมวกไตชั้นใน
7.ต่อมไพเนียล (pineal gland)
ต่อมไพเนียล เป็นต่อมเล็กๆ รูปไข่ หรือรูปกรวย คล้าย ๆ เมล็ดสน (pine cone) เป็นที่มาของชื่อ pinel gland ลักษณะค่อนข้างแข็ง สีน้ำตาล ขนาดยาวจากหน้าไปหลัง 5-10 มิลลิเมตร กว้าง และสูง 3-7 มิลลิเมตร หนัก 0.2 กรัม ยื่นมาจากด้านบนของไดเอนเซฟฟาลอน หรืออยู่ด้านล่างสุดของโพรงสมองที่สาม ประกอบด้วยเซลล์ 2 ประเภท คือเซลล์ไพเนียล( pinealocytes) และเซลล์ไกลอัน (glial cell) จัดอยู่ในระบบประสาทคือการรับตัวกระตุ้นการมองเห็น (visual nerve stimuli) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นดวงตาที่ 3 ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส (Hypothalamus) ซึ่งต่อมไฮโปทารามัส จะทำหน้าที่เกี่ยว ความหิว ความกระหาย เรื่องเซ็กส์ และนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์ และเป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน

ฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล (pineal gland)
อยู่ บริเวณกึ่งกลางของสมองส่วนซีรีบรัมซ้ายและขวา ฮอร์โมนที่สร้างจาากต่อมนี้ คือ เมลาโทนิน (melatonin) ยับยั้งการเจริญเติบโตของวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้าลง ระงับการหลั่งโกนาโคโพรฟินให้น้อยลง ฮอร์โมนนี้หลั่งทากตอนเป็นเด็กอายุประมาณ 1-5 ปีและจะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ถ้าต่อมไพนิลไม่สามารถสร้าง เมลาโทนินได้ จะทำให้เป็นหนุ่มเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าสร้างมากเกินไปจะทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้ากว่าปกติ
ต่อมไพเนียลทำหน้าที่คล้ายนาฬิกาของร่างกาย  (biological clock)  เป็นตัวกลางที่จะรับรู้ความยาวของกลางวันและกลางคืนและส่งสัญญาณในรูปของฮอร์โมนเมลาโทนินไปยังระบบต่างๆ เมื่อแสงสว่างผ่านเลนส์แก้วตาไปตกกระทบกับจอรับภาพบริเวณส่วนหลังสุดของลูกตาที่เรตินา (retina) ที่มีใยประสาทมาเลี้ยง จะส่งกระแสประสาทไปที่ ศูนย์รวมเส้นประสาทที่อยู่เหนือใยประสาทที่ไคว้กันเหนือสมองหรือ นิวเคลียสซูพรา-        ไคแอสมาติก (suprachiasmatic nuclei) ผ่านเส้นประสาทซิมพาเทติกจนถึงที่ปมประสาทซูพีเรีย เซอร์วิคัล (superior cervical ganglion) แล้วส่งต่อไปที่ต่อมไพเนียล
8.ต่อมเพศ (gonads )
1.ฮอร์โมนในเพศชาย
Testosterone กระตุ้นทำให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น ให้เด็กชายเข้าสู่วัยหนุ่มแสดงลักษณะเพศชายให้เด่นชัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลทั้งทางด้านจิตใจ เช่น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ รักแร้ หน้าแข้ง แขน ขา มีหนวดและเครา มีลูกกระเดือก ไหล่กว้าง สะโพกแคบ กล้ามเนื้อเจริญเติบโตขึ้นและเห็นเด่นชัด เสียงห้าว ชอบการต่อสู้แข่งขัน กระตุ้นให้เกิดสนใจเพศหญิง
2.ฮอร์โมนในเพศหญิง
2.1 Estrogen กระตุ้นให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ ให้เด็กหญิงเข้าสู่วัยสาวแสดงลักษณะเพศหญิงให้เด่นชัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลทั้งทางด้านจิตใจ เช่น สะโพกผาย อวัยวะเพศและเต้านมใหญ่ขึ้น มดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีขนที่รักแร้และอวัยวะเพศ เสียงเล็ก รักสวยรักงาม จิตใจอ่อนโยน ไม่ชอบการต่อสู้
2.2 Progesterone สร้างจาก corpus luteum กระตุ้นการเจริญของเยื่อบุชั้นในของมดลูกเพื่อเตรียมพร้อมในการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว ยับยั้งการตกไข่ ( ยับยั้งไม่ให้ต่อมใต้สมองหลั่ง FSH มากระตุ้นให้ฟอลลิเคิลในรังไข่เจริญ ) กระตุ้นให้ต่อมน้ำนมเจริญมากขึ้น ( ผู้หญิงจะรู้สึกว่าคัดที่เต้านมๆจะขยายใหญ่ขึ้น )

ฮอร์โมนเพศในระยะรอบประจำเดือนของผู้หญิง
ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด
แคลเซียมเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันทำหน้าที่
1.เป็น secondary messenger ได้รับมาจากอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหาร ถ้าระดับแคลเซียมในเลือดต่ำทำให้เกิดความตึงเครียด ปัญญาอ่อน กล้ามเนื้อเป็นเหน็บ กระตุก หัวใจบีบตัวได้อ่อนลงบมีอาการชักเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ “tetany” แต่ถ้าระดับแคลเซียมในเลือดสูงมีอาการเหนื่อยง่าย กล้ามเนื้ออ่อนเพลียไม่มีแรง เชื่องช้า มึนงง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ อยู่ภายใต้การควบคุมของ parathyroid hormone, calcitonin และvitamin D
2.Parathyroid Hormone สร้างจาก chief cell มีหน้าที่ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นโดยถูกกระตุ้นให้หลั่งเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดลดลง โดยจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดในพลาสมาเพิ่มขึ้นโดยการย่อยสลายกระดูก เพิ่มจำนวนและกระตุ้นการทำงานของ osteoblast ในกระดูกให้สลายกระดูกลดการสร้างกระดูกใหม่ เพิ่มการดูดกลับของแคลเซียมที่ท่อไตและเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหาร
3.Calcitonin สร้างจาก C cell ในต่อมไทรอยด์ มีค่าครึ่งชีวิต 10 นาที ถูกกำจัดโดยไต ตับ กระดูก ถูกกระตุ้นโดย แคลเซียม แมกนีเซียม แกสตริน CCK, glucagon ถูกกระตุ้นให้สร้างด้วยแคลเซียมที่ได้จากทางเดินอาหารจะกระตุ้นได้ดีกว่าแคลเซียมที่ให้ทางเลือด ป้องกันไม่ให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นหลังรับประทานอาหาร ถูกกระตุ้นเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดสูงเกิน 9 mg/dl การควบคุมการสร้างและหลั่ง calcitonin คือปริมาณ iodine จากอาหาร TSH และปริมาณแคลเซียมในเลือด    ผลทางสรีรวิทยา ยับยั้งการทำงานของ osteoclast ลดการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารยับยั้งการหลั่งแกสตริน เร่งการขับออกของ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม คลอไรด์ที่หลอดไต
4.วิตามินดีฮอร์โมน (Cholecalciferal; D3) เป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมนที่มีความสำคัญในการควบคุมสภาวะของแคลเซียมในร่างกาย วิตามินดีออกฤทธิ์ในรูปของ 1, 25 dihydroxy cholecalciferol, 1,25 (OH)2D3 หรือแคลซิไทรออล (calcitriol) คนเราได้วิตามินดีจากการรับประทานอาหารแล้วถูกดูดซึมที่ลำไส้และยังสังเคราะห์เองภายในร่างกายโดยแสงแดดจะไปเปลี่ยนสารสเตียรอด์ (7-dehydrocholesterol) ที่ผิวหนังโดยปฏิกิริยาที่กระตุ้นด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ cholecalciferol
             วิตามินดีที่ได้ร่างกายยังม่สามารถนำมาใช้ได้ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารเมทาบอไลท์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็น 25 hydroxycholecalecaleiferol (25-OH-D3)  ที่ตับและสารนี้จะถูเปลี่ยนที่ไตให้เป็น 1, 25 di -hydroxycholecalecaleiferol (1, 25(OH)2D3)   โดย PTH กระตุ้นการสร้างเอ็นไซม์ 1α-hydroxylase ซึ่งเป็นตัวที่มีผลทางสรีรวิทยาออกฤทธิ์ได้มากกว่า 25-OH-D3 ถึง 500-1000 เท่า1, 25(OH)2D3 ไหลเวียนในเลือดโดยจับกับโปรตีนจำเพาะ  หน้าที่และบทบาท มีผลต่อกระดูกมีผลกระตุ้นทั้งตัวสร้างและสลายกระดูกโดยส่งเสริมการจับตัวของแร่ธาตุ (mineralization) ในการสร้างกระดูกและยังงกระตุ้น osteoblast ให้ผลิต cytokine เพื่อกระตุ้นการสร้าง osteoclast ใช้ในการเคลื่อนย้ายแคลเซียมออกจากกระดูกเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการสลายกระดูก